แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ General แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ General แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

"คำขวัญกรุงเทพฯ" โดยโน้ตอุดม จากเดี่ยว 9.........แหล่มมมม

กรุงเทพฯ งามสง่า ตระการตาอุโมงค์ยักษ์ ใครประจักษ์แสนปราโมทย์ ต่างชาติโหวตเมืองน่าเที่ยว มาครั้งเดียวต้องสะดุด วิเศษสุดคือรถติด หนีควันพิษมีรถไฟฟ้า อนิจจาสั้นไปไหน? ไม่เป็นไรมีแท็กซี่ โบกกี่ทีพี่บอกส่งรถ ทีฝรั่งแม่งไปหมด งามหมดจด 2 มาตรฐาน สุขสราญรถเมล์ฟรี จากภาษีกูนี่หนอ ต้องยืนรอ 3 ชั่วโคตร แต่ห้ามโกรธเพราะมันฟรี   ส่วน 3G รอไม่นาน 3 รัฐบาลน่าจะเสร็จ iPhone7 คงออกแล้ว แต่ไม่แคล้วช้ากว่าลาว นางสาวไทยเริ่มขัดตา สวยงามกว่าอยู่มอเตอร์โชว์ สวยไฮโซอยู่พารากอน สวยเงินผ่อนอยู่แพลตตินั่ม สวยคล้ำๆ อยู่หน้าราม สวยพยายามอยู่ยันฮี มากศักดิ์ศรีคือช่างกล ตีทุกคนไม่...เลือก หน้า มีดระเบิดปืนปากกา ลูกหลงมาเราสุขสันต์ เมืองล่าฝันบ้านAF อยากเป็นเซเลบไป The Star อยากดันดาราไปหา VT อยากโดนด่าฟรีไป Got Talent อยากเห็นฝรั่งให้ไปข ้าวสาร อยากแต่งงานให้ไปบางรัก ถ้าอกหักกลับมาบางพลัด แวะพาหุรัดซื้อผ้าสุดคุ้ม ศูนย์ประชุมไปขายหนังสือ ขายมือถือไปมาบุญครอง ขายทองไปเยาวราช ขายชาติ...ไปสภา...

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ต่อนี้ไปจะใช้เป็น Daily Blog

ไหนๆ ก็ไม่ได้ใช้ Blog นี้อย่างเป็นทางการ อีกทั้งยังไม่ค่อยมีเวลาไปอัปเดท สมอลเลินดอทเน็ตอีก ก็ขอใช้ที่นี่ Daily Blog เอาไว้เตือนความจำตัวเองก็แล้วกัน...

จึงเรียนมาเพื่อทราบ (กันทุกคน)....

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

เทคนิคการดื่ม Black 5 Label ชั้นเทพ (ถูกใจพวกคอเมาเค้าล่ะ)

ดื่มอย่างไรไม่ให้เสียของพร้อมสัมผัสกับรสชาติที่แอบซ่อน
รู้จักคำว่า ' เสียของ ' กันบ้างมั้ย ? คนไทยเราน่ะ ชอบทำให้เสียของอยู่เรื่อย
โดยเฉพาะนิสัย ' การดื่มแบบผสมมิกเซอร์ ' ทั้งหลาย
นั่นแหละคือการทำให้วิสกี้ชั้นดีที่บางทีไม่ควรผสมใดๆ ต้อง ' เสียของ '
วันนี้จะหยิบเอาเรื่องวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ มาพูดกันซะหน่อย
เพราะว่าตระกูลนี้มีหลาย ' เลเบิ้ล ' เหลือเกิน ซึ่งมีวิธีการดื่มเฉพาะซะด้วย

เริ่มจาก ' เรด เลเบิ้ล ' (Red Label) กันก่อนเลยดีกว่า
จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล น่าจะดูถูกใจคนไทยที่สุด
เพราะน้องเล็กสุดขวดนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการดื่มตลอดค่ำคืน
พูดง่ายๆ ก็คือกินได้นานๆ สนุกสนานกันทั้งคืนนั่นแหละ
แถมวิธีการกินที่ถูกต้องนั้น ก็ต้องผสมกับ ' มิกเซอร์ ' ทั้งหลาย
อันเป็นวิธีการดื่มที่นิยมในหมู่คนไทยอยู่แล้วซะอีก
ตอนนี้ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล ก็เลยขายดีที่สุดไปโดยปริยาย
ง่ายๆ จะใส่น้ำแข็ง ผสมโคล่า ชามะนาว หรือโซดาก็ได้ทั้งนั้น
สุดแล้วแต่ว่าจะชอบรสชาติแบบไหนหลังผสมมิกเซอร์แล้วเท่านั้นเอง
แต่นักดื่มมืออาชีพมักนิยมผสมน้ำก่อนแล้วจึงผสมโซดาตามลงไป
ในอัตราส่วน2:1 หรือที่เรียกกันว่า " โซดาลอย " นั่นเอง...
ผสมเสร็จก็ เอ็นจอย ดริ๊งกิ้ง กันได้ทั้งคืน ( แต่อย่าขับรถหลังดื่มนะ )

โตขึ้นมาหน่อย กับความเคร่งขรึมแบบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล
วิสกี้ชั้นดีจากการหมักบ่มเพื่อให้ได้รสชาติที่คลาสสิกที่สุดนานถึง 12 ปี
วิธีการดื่มที่ถูกต้องนั้นก็คลาสสิกไม่แพ้รสชาติของตัววิสกี้
ง่ายๆ เท่ๆ ดูดีด้วยสไตล์ที่เรียกกันว่า ' ออน เดอะ ร็อก ' นั่นเอง
หรือถ้าอยากย๊ากอยากจะผสมมิกเซอร์เหลือเกิน
ก็ต้องใส่น้ำแข็งเข้าไปเยอะๆ วิสกี้ ครึ่งแก้ว และโซดาอีกครึ่งแก้ว
แค่นี้แหละ ก็จะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล

มาถึงวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ที่ไม่ค่อยจะเห็นบ่อยนักบ้างดีกว่า
เริ่มจาก จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล อายุ 18 ปีกันก่อน
แค่นำ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล ไปใส่ในช่องแช่แข็งสัก 24 ชั่วโมง
ถ้าที่ในช่องแช่แข็งยังเหลือก็นำแก้วทรงสูงเปล่าๆ แช่ไว้ด้วย
พอได้เวลา ก้รินใส่แก้วที่แช่ไว้ข้างกันๆ นั่นแหละ แล้วดื่มเข้าไปเลย
ทันทีที่วิสกี้เย็นจัดปะทะกับความอุ่นในปาก กลิ่นหอมหวนนุ่มลิ้นจะอบอวล
แหม... ยิ่งถ้ามีช็อกโกแล็ตดีๆ ไว้กินเข้าคู่ล่ะก็ จะเป็นความสุขที่ลืมไม่ลงเลย เชียว

ส่วน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ที่มีจำหน่ายแบบจำกัดประเทศนั้น
หาน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ สักก้อน ใส่ในแก้วปากกว้างเพียงแค่ก้อนเดียว
ไม่ต้องกลัวว่าน้ำแข็งก้อนนั้นจะเหงา เพราะเราจะเฝ้ามองอย่าทะนุถนอม
จากนั้นริน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ลงไปไม่ต้องท่วมน้ำแข็ง
แกว่งแก้วเล็กน้อย ให้อุณหภูมิของวิสกี้ชะอุณหภูมิของน้ำแข็งก้อนโต
ดมกลิ่นวิสกี้ที่ระเหยขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนลิ้มรสวิสกี้ที่อุณหภูมิพอเหมาะพอดี
งานนี้จะได้ รสชาติ กลิ่น และแสงที่วิสกี้ตกกระทบกับก้อนน้ำแข็งชวนมอง
( อันนี้เคยเสียของมาครั้งหนึ่งแล้ว )

ปิดท้ายกันที่วิสกี้ชั้นสูง จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล อายุ 25 ปี
ที่หมักบ่มจากมอลต์คุณภาพสูง ตามวิธีการคลาสสิกแบบศตวรรษที่ 19
วิธีการดื่มวิสกี้ชั้นสูงนี้ก็คลาสสิกมาก เตรียมแก้วบรั่นดีสวยๆ ไว้สัก 2 ใบ
แก้วนึงรินวิสกี้รอไว้ ส่วนอีกแก้วนึงรินน้ำแร่เย็นๆ ไว้เช่นกัน
ดื่มน้ำแร่เย็นๆ เพื่อปรับอุณหภูมิในช่องปากกันก่อน
จากนั้นจิบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ในแก้วบรั่นดีอีกใบตาม
เมื่อน้ำแร่เย็นๆ ที่หลงเหลืออยู่ในช่องปากผสมกับวิสกี้ชั้นดีนี้
รสชาติที่แอบซ่อนจะซึมผ่านเพดานปากไปมัดใจนักดื่มเหล้าทั้งหลายไม่รู้ลืม

เสร็จสิ้นครบทั้ง 5 เลเบิ้ลของตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กันแล้ว
ต่อจากนี้นักดื่มเหล้าชาวไทยทั้งหลาย ก็จะดื่มได้แบบไม่เสียของกันแล้ว
แต่ที่สำคัญที่สุด ดื่มแล้วจะมึนน้อยหรือมึนมาก ก็อย่าขับรถเลย
เก็บชีวิตที่มีค่าไว้สัมผัสกับสิ่งดีๆ ที่รอเราอยู่มากมายในวันข้างหน้าดีกว่า ...

ปล. จะดื่มยังไงก็เมาครับพี่น้อง แต่ทำอย่างไรดื่มแล้วจึงจะรู้ถึงรสชาติที่แท้จริง

เพื่อน!! สำคัญเสมอ

'เพื่อน!! สำคัญเสมอ'


ระหว่างเพื่อนกะ แฟน...


++ อาหาร ++
เพื่อน: ข้าว ราดแกง / ก๋วยเตี๋ยว ราคาไม่เกิน 30แดกไรแพงๆวะ เปลืองชิบ
แฟน: กินอะไรก็ได้ที่มันไม่ใช่ ข้าว - สปาเกตตี้
เฟรนฟรายซ์ ซูชิ ฯลฯ สั่ง กันไป… มื้อละร้อยขึ้น
-------------------------- --------------- -----------
++ ข้ามถนน ++
แฟน: ข้ามได้ มั้ย ระวังนะครับ! จับมือผมไว้
เพื่อน: ………อ้าว! เหี้ย… รอกูด้วย(แม่งข้าม ไปนานละ)
-------------------------- ------------------------- -
++ เวลาเดิน ++
แฟน: แนบชิดประหนึ่ง ตัวดูดแบบสุญญากาศ
เพื่อน: เฮ้ย! ไปไกลๆกูหน่อยดิ ร้อนจะตาย ห่า!!
-------------------------- ------------------------- -
++ บนรถเมล์ ++
แฟน: นั่งก่อนเลย ครับ เดี๋ยวผมยืนเอง
เพื่อน: เหยิบหน่อยดิวะ กูจะนั่งด้วย!
--- ----------------------- --------------------------
++ เงิน ++
แฟน: มีเสมอ..จ่ายไม่อั้น
เพื่อน: ไม่มีเสมอ... มึงออกไปก่อนละกัน เดี๋ยวกูให้(แร้วแม่งก็ชิ่ง)
------------- ------------- --------------------------
++ มา สาย ++
แฟน: ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้
เพื่อน: ทำห่าไรอยู่ วะ มาโคตรช้าเลย สาด ...เลี้ยงข้าวกูเลย(เพิ่งจะมาก่อนแม่ง ได้ 5 นาทีเหมือน กัน)
-------------------------- ------------------------- -
++ ช่วยทำธุระ ++
แฟน: ว่าง เสมอ - อ๋อ ว่างครับ จะให้ไปถึงที่นั่นกี่โมงดี จะได้เตรียมตัวล่วงหน้า
เพื่อน: ไม่เคยว่าง - ขนของย้ายห้องเหรอวะ .. เออ...ที่จริงก็ได้นะ แต่พอดีแม่ กูให้ช่วยพาไปหาญาติๆฝ่ายแม่ว่ะ
แล้วบ่ายๆ ต้องไปหาของฝ่ายพ่ออีก คงไม่ว่างแล้วละ
------------------------- - --------------------------
++ กลับบ้านดึก ++
แฟน: เดี๋ยวผมนั่งรถไปส่งดีกว่านะ กลับคนเดียว อันตราย
เพื่อน: กลับยังไงวะมึง มีค่ารถป่าว แต่กูไม่มีให้ยืมนะ เว้ย
-------------------------- ------------------------- -
++ ป่วย ++
แฟน: เป็นไรมากมั้ย? กิน ยายังคับ ห่มผ้าด้วยนะ(แม่งดูแลแม่อย่างนี้ป่าววะ)
เพื่อน: เป็นห่าไรอีกวะ สำออยอะดิมึง… ออกมาให้ไวเลย แดกเหล้ากัน
-------------------------- -
++ สอนหนังสือ ++
แฟน: ไม่เข้าใจตรงไหนบอกนะ ครับ จะอธิบายให้ใหม่
เพื่อน: กูสอนมึง 3 รอบแล้วนะ ห่านี่ แดกหมาแทนข้าวไง วะ
-------------------------- ------------------------- -
++ วาเลนไทน์ ++
แฟน: ให้คุณได้ ทุกอย่าง ยกเว้น ดาว เดือน และ ขนหน้าอก
เพื่อน: ……………(วันนี้มันไม่มีตัว ตน)
-------------------------- ------------------------- -
++ โดนทิ้ง ++
แฟน: เราไปกันไม่ได้ / อย่า มายุ่งกับเรา / ไปไหนก็ไปรำคาญ (so sad)
เพื่อน: ไม่เป็นไรเว้ย! ช่างแม่ง … มึงยังมีกูอยู่


ถ้าเห็นด้วยกรุณาส่งต่อ (ถ้า ไม่ส่งถือจะว่าไม่เห็นด้วย)

ดีเนอะที่โลกนี้มีคำว่า 'เพื่อน' ^v^

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2550

คลื่น FM 99.5 รายการดีๆ ที่อยากให้ฟัง

เมื่อวานต้องเดินทางไปทำภาระกิจที่ระยองไปตั้งแต่บ่ายโมง ขากลับก็มาทาง Motor Way เข้ามาทางบ้านบึงชลบุรีประมาณซัก 4 ทุ่มเกือบ 5 ทุ่มได้ก็เลยลองหมุน (กด) หาคลื่นวิทยุดู (ปกติไม่ได้ฟังวิทยุมานานมากแล้้วเพราะหารายการที่ถูกใจฟังไม่ได้) ก็เผอิญคลื่นแรกที่จูนติดก็คือ 99.5 ก็เห็นเปิดเพลงสากลน่ะนะก็เลยฟังดู พอจบเพลง! ก็มีเสียง DJ พูดถึงเพลงที่เปิดไป ประหนึ่งว่าขนลุกซู่ สะท้านไปทั้งร่าง... โหพี่อ้อ เดือนเพ็ญ สีหรัตน์ นี่เอง ตามหาซะตั้งนาน (ตามมาตลอดเลยน่ะว่าพี่ไปจัดที่ไหนบ้างบทจะเจอก็เจอจังๆซะงั้น??) นานเป็น 10 ปีแล้วเพราะพอจะเจอร่องรอยว่าจัดอยู่ที่ไหนพอเข้าไปฟังก็ หาย!!! ไปอีกแล๊ะ!! ครับได้ยินเสียงก็เลยรู้สึกดีใจมากๆ พอดีคุณเดือนเพ็็ญ จัดถึงแค่ 5 ทุ่มก็เลยได้ฟังเพลงต่ออีก 2-3 เพลง จำได้ว่าปิดท้ายด้วย Echo & The Bunnymen หลังจากจบพี่อ้อก็ยังฟังต่อมาเรื่อยๆ จนถึงกรุงเทพฯ แล้วก็จำคลื่นไว้ วันนี้ก็เลยไปหา Search ข้อมูลเพิ่มก็เลยได้รู้ว่าเป็นคลื่นทีใช้ชื่อว่า The Radio นอกจากคุณเืดืนเพ็ญแล้วก็ยังมีการกลับมาของคุณวาสนา วีระชาติพลี ซึ่งคนฟังเพลงฝั่งอังกฤษคงไม่ต้องพูดถึง... แล้วยังมี DJ ท่านอื่นที่พอกล่าวถึงแล้วคงมั่นใจได้ในคุณภาพของรายการ

ผมอยากให้คนฟังเพลงลองฟังคลื่นนี้ดู บางคนเค้าว่าต้อง 30+ แต่ผมว่าไม่นะเพราะของดีๆ เราก็อยากให้ฟังกันทุกคน

มีคนเขียนถึง DJ อย่า่งละเอียดไปดูได้ที่นี่ก่อนตัดสินใจฟัง ฟังแล้วก็จะหลงรัก!!
Website ข่าวสารของคลื่นก็ืั้ http://www.radiostar.co.th/

สวัสดีึครับ พี่อ้อ....

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2550

​โทรศัพท​ ​มือถือ​ ​กับ​คลื่นไมโครเวฟ

เรา​ต้อง​การ​ ​ไข่หนึ่งใบ​ ​และ​ ​โทรศัพท์​ 2 ​เครื่อง​ ​เวลา​ 65 ​นาที​ ​สำ​หรับการโทร​จาก​เครื่องหนึ่ง​ ​ไปอีกเครื่องหนึ่ง​







ติดตั้งตามภาพข้างล่าง




เรา​จะ​เริ่ม​ด้วย​การโทรระหว่างโทรศัพท์​ 2 ​เครื่อง​ ​หา​กัน​ประมาณ​ 65 ​นาที​
ไม่​มีอะ​ไรเกิดขึ้น​ให้​เห็น​ใน​
15 ​นาที​แรก​
หลัง​จาก​
25 ​นาที​ ​ไข่​เริ่มอุ่นขึ้น​
หลัง​จาก​
45 ​นาทีผ่านไป​ ​ไข่ร้อนขึ้น​ ​และ















หลัง​จาก​ 65 ​นาที​ ​ไข่ก็สุก


สรุป​ :
ถ้า​รังสี​ไมโครเวพที่ปล่อยออกมาจากโทรศัพท์มือถือ​ ​สามารถ​เปลี่ยนแปลงโปรตีน​ใน​ไข่​ ​ลองจินตนาการว่า​ ​ถ้า​จะ​เปลี่ยนโปรตีน​ใน​สมองของเรา​ได้อย่างไร​ ​เมื่อเราพูดโทรศัพท์ผ่านโทรศัพท์มือถือ

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2550

ชมรมคน​เป็น​ “​หนี้​”

28 ​มีนาคม​ 2550 18:16 ​น.

“​หนี้​” ​คำ​สั้นๆ​ ​ที่ทรงอิทธิพลต่อชีวิตของ​ผู้​เป็น​เจ้าของ​ ​เชื่อแน่ว่าหากเลือก​ได้​แล้ว​ร้อย​ทั้ง​ร้อยคนทุก​ผู้​ทุกนามย่อม​ไม่​ พึงประสงค์ที่​จะ​มีมันเอา​ไว้​ใน​ครอบครอง​เป็น​แน่​ ​หากแต่สำ​หรับหลายคนที่มีจำ​นวนรายจ่ายมากกว่ารายรับ​ ​แม้​จะ​ไม่​เต็มใจ​ใน​การที่​จะ​ต้อง​ไปกู้หนี้ยืมสิน​ ​แต่ก็จำ​เป็น​ต้อง​ทำ​เพื่อ​ความ​อยู่​รอดของตนเอง​ ​และ​ครอบครัว​

​ยิ่ง​ใน​ยุคนี้สมัยนี้ที่ค่าครองชีพสูงขึ้นแต่ฐานเงินเดือนของคนทำ​ งานระดับกลางค่อนข้างต่ำ​ยัง​ไม่​มีการปรับขึ้น​ให้​พอดีสมดุล​กัน​ ​ยิ่งทำ​ให้​เกิดการกู้ยืมเงินมากขึ้น​ ​ซึ่ง​ความ​ต้อง​การ​ใน​ส่วน​นี้ส่งผล​ให้​สถาบันการเงินต่างๆ​ ​ทั้ง​ใน​รูปแบบของแบงก์​ ​และ​นอนแบงก์​ได้​ผุดโปรโมชัน​ใหม่ๆ​ ​ทั้ง​เดบิต​ ​เครดิต​ ​สินเชื่อรูปแบบต่างๆ​ ​มากมาย​ ​หลากหลายสิทธิประ​โยชน์ที่​ทั้ง​สถาบันฯ​ ​พยายามชวนเชื่อว่า​เป็น​การกู้ยืมที่​ผู้​บริ​โภค​จะ​เสียเปรียบน้อยที่สุด ​ ​ทำ​ให้​ขณะนี้ข้อมูลล่าสุดของ​ผู้​ที่มีหนี้สิน​ใน​ประ​เทศไทย​นั้น​อยู่​ ที่ประมาณ​ 15 ​ล้านคน​ ​แบ่ง​เป็น​ผู้​มีหนี้บัตรเครดิต​ 9 ​ล้านคน​ ​และ​หนี้สินเชื่ออีก​ 6 ​ล้านคน​!!!

​สุดท้ายบรรดาคน​เป็น​หนี้​ทั้ง​หลาย​จึง​ต้อง​มารวมตัว​กัน​และ​เปิด​ “​ชมรมหนี้บัตรเครดิต​และ​สินเชื่อ​ส่วน​บุคคล​” ​ขึ้นมา​เป็น​ครั้งแรก​ใน​ประ​เทศไทย

**​เปิดตัวชมรม​ “​คน​เป็น​หนี้​”

สา​โรจน์​ ​จิรธรรมกูล ​ประธานชมรมหนี้บัตรเครดิต​และ​สินเชื่อ​ส่วน​บุคคล​ ​อธิบาย​ถึง​หนทางสู่วงจรอุบาทว์​ใน​การ​เป็น​หนี้​ ​โดย​ได้​ยกประสบการณ์​ส่วน​ตัวของตนเอง​ให้​ฟังว่า​ ​ก่อนหน้านี้​เป็น​คนทำ​งานคนหนึ่งที่มีราย​ได้​ค่อนข้างดี​ ​คือประมาณเดือนละ​ 30,000 ​บาท​ ​ไม่​มี​ความ​จำ​เป็น​ใดๆ​ ​ที่​จะ​ต้อง​ใช้​บัตรเครดิต​ ​แต่ที่ทำ​เพราะ​มี​เพื่อนชวนทำ​บ้าง​ ​มีพนักงานบัตรมาขอร้อง​ให้​ช่วย​สมัครเพื่อทำ​ยอดบ้าง​ ​ซึ่ง​ส่วน​ใหญ่​บัตรเหล่านี้​จะ​ไม่​เสียค่า​ใช้​จ่ายเวลาทำ​ ​จึง​ได้​ใจอ่อน​ช่วย​ทำ​เอา​ไว้​ ​หรือ​เชื่อเพื่อนเมื่อเพื่อนชักชวน​ ​ทำ​ให้​มีบัตรเครดิต​ ​บัตรเดบิต​ ​บัตรเงินด่วน​ ​ต่างๆ​ ​เหล่านี้​อยู่​ใน​กระ​เป๋ากว่า​ 10 ​ใบ​ ​โดย​แทบทุกใบอนุมัติวงเงิน​ให้​ถึง​ 10 ​เท่า​ของเงินเดือน​ ​คือประมาณ​ 300,000 ​บาทต่อหนึ่งใบ

“​เวลามี​อยู่​ใน​กระ​เป๋ามันก็อด​ไม่​ได้​ ที่​จะ​รูด​ ​รูดไปรูดมาก็รู้สึกว่ามันสะดวกดี​ ​ตอน​นั้น​เราพอมีกำ​ลังจ่ายผ่อนบิลที่​เรียกมาทุกเดือน​ได้​ ​ก็​เลย​ไม่​ได้​เดือดร้อนอะ​ไร​ ​ตอนหลังมาคิดอยากทำ​ธุรกิจขายโทรศัพท์มือถือแต่ ​ไม่​ประสบ​ความ​สำ​เร็จ​ ​เงินเริ่มตึงมือ​ ​ก็หมุนบัตรโน้นมาจ่ายบัตรนี้​ ​หนัก​เข้า​เลย​เป็น​หนี้​เต็มวงเงินทุกบัตร​ ​ก็​เป็น​ล้านนะครับ​”

​สา​โรจน์​ ​เล่าต่ออีกว่า​ ​เหมือนตกนรก​ทั้ง​เป็น​อยู่​ 2 ​ปี​ ​กลับบ้านก็​ไม่​ได้​เล่น​กับ​ลูกอย่างเคย​เพราะ​เครียดหนักเรื่องหนี้สิน​ ​จนกระทั่ง​ต้อง​มาระบาย​ความ​อัดอั้นตันใจ​ใน​เว็บบอร์ดของ​ “​ผู้​จัดการออนไลน์​” ​เป็น​กระทู้​เล็กๆ​ ​กระทู้หนึ่ง​ใน​บอร์ด​นั้น​ ​แต่ปรากฏว่ามีคน​เข้า​มา​ให้​คำ​ปรึกษา​ ​พร้อม​กับ​ที่มี​ผู้​ร่วมชะตา​เดียว​กัน​มาปรับทุกข์​ด้วย​เป็น​จำ​นวนมาก​ ​ทำ​ให้​เกิดการจุดประกายการสร้างสังคมของคน​เป็น​หนี้​ ​เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์​และ​ปรับทุกข์อันเกิด​จาก​การ​เป็น​หนี้​ ​รวม​ถึง​การหาทางออก​ให้​กับ​ชีวิตหนี้ของพวก​เขา​ ​จึง​เปิดเว็บไซต์​ www.consumerthai.org/complinant_board1/index-php ​ขึ้น​ ​โดย​ปัจจุบันนี้มีกระทู้​ใน​บอร์ดกว่า​ 20,000 ​กระทู้​และ​มีสมาชิกชมรม​ 3,700 ​คน

​เมื่อมีสมาชิกเยอะขึ้น​ ​และ​เห็นว่าควรทำ​กิจกรรม​ให้​เป็น​รูปธรรมมากกว่าการ​ให้​คำ​ปรึกษา​อยู่​ แต่​เฉพาะ​ใน​โลกไซเบอร์​เพียงอย่างเดียว​ ​การแถลงข่าวการเปิดตัวอย่าง​เป็น​ทางการของชมรมฯ​ ​จึง​เกิดขึ้นเมื่อวันที่​ 18 ​มีนาคม​ 2550 ​ที่ผ่านมา​เพื่อ​ให้​ผู้​เดือดร้อน​จาก​การ​เป็น​หนี้​ได้​พบปะ​เห็นหน้า​ เห็นตา​ ​และ​รู้​ถึง​การมี​อยู่​ของชมรมฯ​ ​นี้

“​จุดประสงค์หลักของชมรมเรามี​ 4 ​ข้อ​ ​คือ​ ​ต้อง​การ​ช่วย​เหลือ​ผู้​เป็น​หนี้บัตรเครดิต​และ​หนี้สินเชื่อ​ส่วน​ บุคคลที่​ได้​รับ​ความ​เดือดร้อน​ ​เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูก​ต้อง​ ​แนะ​แนวการปลดหนี้อย่าง​เป็น​ระบบ​และ​ถูกกฎหมาย​ ​เพื่อ​ให้​ความ​รู้ด้านกฎหมายหนี้สิน​ ​และ​เพื่อ​ให้​เกิด​ความ​เป็น​ธรรม​ใน​การคิดดอกเบี้ย​และ​ เกิดขอบเขตของการติดตามหนี้​” ​สา​โรจน์ระบุ

**“​บัตรก่อหนี้​” ​ซื้อง่าย​ ​จ่ายคล่อง

"จริงๆ​ ​ไม่​ได้​ตั้งใจอยากทำ​บัตรเครดิต​ ​แต่​เห็นของแถมมันน่ารักดี​ ​ค่าทำ​ก็ถูก​ ​ก็​เลยสมัคร"

"ผม​ไม่​ได้​มี​ความ​จำ​เป็น​ที่​จะ​ต้อง​ทำ​ ​แต่บางที​เพื่อนๆ​ ​มาชวนทำ​ ​หรือ​น้องเค้ามาหาลูกค้า​ ​ก็​ช่วย​ทำ​ไป"

"คือเรา​เป็น​เจ้าของกิจการ​ ​ปกติ​ใช้​แต่​เงินสด​ ​แต่มี​เพื่อนทักว่าระดับนี้​แล้ว​ทำ​ไม​ไม่​ทำ​บัตร​ไว้​บ้าง​ ​ก็​เลยทำ​"

"​เห็นว่าฟรีค่าสมัคร​ ​แถม​ไม่​ต้อง​จ่ายรายปี​ ​ก็​เลยทำ​ติดกระ​เป๋า​ไว้​"

​นี่คือตัวอย่างเหตุผลของหลากหลาย​ “​ชีวิตหนี้​” ​ที่​ไม่​ประสงค์​จะ​ออกนาม​ ​ได้​ให้​สัมภาษณ์​ถึง​ปฐมบทแห่งการทำ​บัตรเครดิตหลายคน​ไม่​มี​ความ​จำ​ เป็น​ต้อง​ทำ​ ​แต่​ด้วย​ถูกชักชวน​และ​เห็น​ถึง​ข้อดีที่ทางสถาบันการเงินชวนเชื่อ​ใน​ เชิงว่าทำ​ไว้​ไม่​เสียหายอะ​ไร​ ​จึง​ตัดสินใจทำ

​ที่น่าสังเกต​ใน​ความ​เหมือนของคนเหล่านี้​ ​คือ​ ​แม้​ไม่​มี​ความ​จำ​เป็น​ที่​จะ​ต้อง​ใช้​เงิน​ ​แต่​เมื่อทำ​บัตรเครดิตเอา​ไว้​กับ​ตัว​แล้ว​ก็อดที่​จะ​ใช้​ รูดเพื่อซื้อสินค้า​หรือ​บริการต่างๆ​ ​ไม่​ได้​ ​เนื่อง​จาก​ข้อดี​เฉพาะหน้าของบัตรเหล่านี้คือ​สามารถ​เนรมิต​ให้​ผู้​ใช้​ กลาย​เป็น​เศรษฐีชั่วคราว​ได้​ภาย​ใน​พริบตา​ ​และ​สามารถ​ใช้​การ์ดพลาสติก​ได้​เหมือน​กับ​การ​ใช้​เงินฟ่อน​ใหญ่​ เพื่อซื้อ​ความ​สะดวกสบาย​จาก​สินค้า​และ​บริการต่างๆ​ ​ซึ่ง​ทำ​ให้​ผู้​บริ​โภคจำ​นวน​ไม่​น้อย​ยัง​คงหลงใหล​ได้​ปลื้มไป​กับ​ เจ้าบัตรเครดิตนี้​อยู่

​แต่​เมื่อครบรอบวาระที่บิลค่า​ใช้​จ่าย​จาก​บัตรส่งตามมา​เก็บ​ถึง​ ที่บ้าน​ ​หลายต่อหลายคนแทบ​ถึง​กับ​ล้มตึงเมื่อเห็นตัวเลขที่​ต้อง​จ่าย

​ไหน​จะ​ค่า​ใช้​ที่จ่ายไปจริง​ ​ค่าดอกเบี้ยรายเดือน​ ​ค่าบริการ​ ​แถม​ยัง​ต้อง​มีค่าจ่ายเมื่อนำ​บิลไปจ่ายที่จุดรับจ่ายตามร้านสะดวกซื้อ​ 24 ​ชั่วโมง​ ​หรือ​ที่ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ​ ​และ​เมื่อเกิดภาวะฝืดเคืองของบัตร​ ​วงเงินบัตร​ใกล้​เต็มก็ทำ​ให้​ต้อง​หันไป​ใช้​บริการเพิ่ม​ด้วย​การกู้บัตร ​อื่น​เพิ่มขึ้นเพื่อเอามา​โปะบัตรที่​ใกล้​เต็มวงเงิน​ ​เป็น​การสร้างหนี้ทวีคูณขึ้นไปแบบนี้​เรื่อยๆ​ ​จน​ไม่​สามารถ​กู้​เงินผ่านบัตร​จาก​ธนาคาร​หรือ​จาก​สถาบันการเงิน​ได้​ แล้ว​ ​ทำ​ให้​จำ​ต้อง​หันหน้า​ไปพึ่งเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยสูง

**​เป็น​หนี้บัตรครบหันซบหนี้​เถื่อน

นิรมล​ ​อัศวมณี ​ตัวแทน​จาก​ธนาคารแห่งประ​เทศไทย​ ​เปิดเผย​ถึง​ความ​น่ากลัวของหนี้นอกระบบว่า​ ​มี​ผู้​ที่​เป็น​หนี้​เป็น​จำ​นวนมากที่​เป็น​หนี้​ทั้ง​ธนาคาร​และ​ หนี้ของสถาบันการเงินต่างๆ​ ​ที่รู้จัก​กัน​ใน​นามของ​ “​นอนแบงก์​ (NON-BANK)” ​และ​ได้​หมุนเงินไปมาระหว่างบัตรจนเงินตึงมือ​และ​ไม่​มีทางออก​ ​จนจำ​ต้อง​หันหน้า​เข้า​ สู่วงจรอุบาทว์ของหนี้นอกระบบที่ติดโฆษณาชวนเชื่อตามเสา​ไฟฟ้า​หรือ​ตู้​ โทรศัพท์​ ​ซึ่ง​เงินกู้​เหล่านี้​จะ​มีดอกเบี้ยสูงมาก​ ​แต่​ใน​เมื่อ​ผู้​บริ​โภค​ไม่​มีทางเลือกก็จำ​เป็น​ต้อง​ยอมรับข้อตกลงที่​ แสนเอา​เปรียบ​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​ดอกเบี้ยที่​แพงมหา​โหด​ซึ่ง​บางแห่งคิด​เป็น​รายวัน​! ​สัญญาที่​ไม่​เป็น​ธรรม​ ​การตุกติกลักไก่​เพื่อเอา​เปรียบ​ใน​ทุกประตูที่ทำ​ได้​ ​แถมการติดตามทวงหนี้ที่บางเจ้า​เอา​กัน​ถึง​ขนาดข่มขู่​หรือ​ทำ​ร้าย​กัน​ จนเลือดตกยางออก

“​จริงๆ​ ​แล้ว​พวกหนี้นอกระบบเหล่านี้อยาก​จะ​ประสานไป​ยัง​สำ​นักงานตำ​รวจแห่งชาติ ​ (สตช​.) ​และ​หน่วยงานที่​เกี่ยวข้อง​ให้​ช่วย​กัน​ออกปราบปรามจับมาลงโทษตามกฎหมาย​ ​เพราะ​เป็น​ธุรกิจที่อาศัย​ความ​เดือดร้อนของ​ผู้​บริ​โภคหากำ​ไรเกินควร​ เข้า​กระ​เป๋าตนเอง​”

​ตัวแทน​จาก​ธนาคารแห่งประ​เทศไทย​ยัง​แนะนำ​ต่ออีก​ด้วย​ว่า​ ​หากเลือก​ได้​ไม่​ควรไป​ใช้​บริการของหนี้นอกระบบเหล่านี้​ ​แต่หากเลือก​ไม่​ได้​ ​สิ่งที่ควรทำ​ก็คือ​ต้อง​อ่านเอกสารสัญญา​ให้​ถี่ถ้วน​ไม่​ว่า​เอกสาร​นั้น ​จะ​มี​ความ​ยาวหลายหน้ากระดาษก็ตาม

​และ​สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่ง​ ​คือ​ ​การหลอกล่อ​ให้​ลงชื่อ​ใน​กระดาษเปล่า​ ​ซึ่ง​ผู้​บริ​โภค​ไม่​ควรหลงเชื่อลงชื่อไปอย่างเด็ดขาด​ ​เพราะ​ไม่​ว่า​จะ​เต็มใจ​หรือ​ไม่​ ​หรือ​แม้​จะ​เป็น​ความ​รู้​เท่า​ไม่​ถึง​การณ์​ ​หากเกิดปัญหา​และ​ความ​ยุ่งยากขึ้น​ ​เมื่อมีการลงลายเซ็นที่ยืนยัน​ได้​ว่า​เป็น​ของจริง​ ​ศาล​จะ​เชื่อตามหลักฐานว่า​เป็น​ความ​ยินยอม​จาก​เจ้าตัวเอง​และ​ทำ​ให้​ เสียเปรียบทางกฎหมาย

**​นิติกรกรมบังคับคดี​เผย​ ​ยุคนี้ถือว่ายืดหยุ่น

ทร​ ​ชาวพิจิตร ​นิติกร​จาก​กรมบังคับคดี​ ​บอกว่า​ ​ปัจจุบันมี​ความ​อะลุ่มอล่วย​ใน​การบังคับยึดทรัพย์ของลูกหนี้มากขึ้นกว่า​ เมื่อก่อน​ ​โดย​เฉพาะ​ใน​เรื่องของการอายัดเงินเดือนที่​ไม่​ว่า​จะ​ติดหนี้มากแค่​ไหน ​ ​ก็​จะ​มีอำ​นาจบังคับอายัดเงินเดือน​ใช้​หนี้​ได้​เพียง​30%​ของเงินเดือน​ ​แถมหากลูกหนี้มีภาระมาก​ ​เช่นมีบุตรหลายคน​ ​ต้อง​เลี้ยงดูพ่อแม่​ ​ก็​จะ​มีการพิจารณาลดหย่อนการอายัด​ได้​อีก​ด้วย

“​ก่อนหน้าหนี้การอายัดทรัพย์สินถือว่าค่อนข้างโหด​ ​เวลายึดนี่ยึด​กัน​ชนิดหมดตัวเหลือ​กัน​แต่บ้านเปล่าๆ​ ​แต่สมัยนี้ทางกรมบังคับคดีมีนโยบายดู​แลลูกหนี้​ด้วย​ ​ไม่​ใช่​ว่า​จะ​ตั้งหน้าตั้งตายึดอย่างเดียว​ ​แต่​จะ​ดู​แล​ให้​ลูกหนี้พอ​อยู่​ได้​ ​เพื่อ​ให้​ลูกหนี้​สามารถ​มีสินทรัพย์​และ​ทุนทรัพย์พอที่​จะ​เป็น​ทุนรอน​ ใน​การลืมตาอ้าปาก​ ​หา​เงินมา​ใช้​หนี้​แก่​เจ้าหนี้​ได้

​โดย​เฉพาะ​ใน​ส่วน​ของเงินเดือนที่ก่อนหน้านี้ยึด​กัน​แทบหมดตัว​ ​แต่​เดี๋ยวนี้กรมบังคับคดี​จะ​สามารถ​อายัดเงินเดือนของลูกหนี้​ เพื่อคืนแก่​เจ้าหนี้​ได้​มากที่สุดเพียง​30%​ของเงินเดือน​เท่า​นั้น​ ​ทั้ง​นี้​เพื่อ​ให้​ลูกหนี้​และ​ครอบครัว​สามารถ​ดำ​รงชีวิต​อยู่​ได้​ ​และ​หากลูกหนี้มีภาระ​ต้อง​รับผิดชอบ​ ​เช่น​ ​มีลูกเยอะ​ ​มีพ่อแม่ที่​แก่​แล้ว​ต้อง​ดู​แล​ ​อย่างนี้ทางกรมฯ​ ​ก็​จะ​มีการพิจารณาลดหย่อนเปอร์​เซ็นต์การอายัดเงินเดือนลง​ให้​อีก​ด้วย​”

​นิติกร​จาก​กรมบังคับคดีกล่าวต่อไปอีกว่า​ ​อีกหนึ่งปัญหาที่ลูกหนี้​ต้อง​ประสบก็คือการที่​เจ้าหนี้​หรือ​ผู้​ รับทวงหนี้ปลอมแปลงเอกสารหนังสือของกรมบังคับคดี​เพื่อบังคับอายัดเงินเดือน ​หรือ​ทรัพย์สินของลูกหนี้​ ​ซึ่ง​ใน​ส่วน​นี้อยากแนะนำ​ว่าหากลูกหนี้พบกรณี​แบบนี้​สามารถ​ แจ้งเจ้าหน้าที่ตำ​รวจเอาผิด​ได้​ทันที

** ​นักจิตฯ​แนะ​ “​ยิ้มรับหนี้​”

​สำ​หรับบรรยากาศ​ใน​วันเปิดตัวชมรมฯ​ ​แม้​จะ​เลือก​เป็น​วันหยุดสุดสัปดาห์​เป็น​วันเปิดตัว​ ​ก็​ยัง​คงมีประชาชน​ผู้​มีหนี้​เป็น​จำ​นวนกว่าร้อยคน​ ​เดินทางไปร่วมงาน​และ​ได้​ซักถามปัญหาต่างๆ​ ​ที่พบเจอ​จาก​การมีหนี้สิน​ ​และ​มี​ไม่​น้อยที่​เกิด​ความ​เครียด​จาก​การ​เป็น​หนี้

สุพรรณี​ ​ภู่กำ​ชัย ​นักวิชาการสาธารณสุขด้านจิตวิทยา​ ​กรมสุขภาพจิต​ ​ได้​แนะนำ​ว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการตั้งสติ​และ​ยอมรับ​กับ​สภาพ​ความ​เป็น ​จริงที่​เกิดขึ้น​ ​แต่​ต้อง​พยายามจัดลำ​ดับ​ความ​คิด​ให้​ดี​ ​อย่าสับสน​หรือ​ท้อแท้​ ​และ​ต้อง​มีทัศนคติ​เชิงบวกเพื่อ​เป็น​การ​ให้​กำ​ลังใจตนเอง

“​ภาวะ​ไม่​มีสตางค์​เป็น​เรื่องปกติ​ ​แต่ภาวะ​ไม่​มีสติ​นั้น​เป็น​ปัญหา​ใหญ่​ ​ปัญหาของคนเรา​ไม่​ว่า​จะ​หนักหนา​แค่​ไหน​ ​อย่างแรกที่​ต้อง​ทำ​คือการจัดระบบ​ความ​คิด​และ​การจัดลำ​ดับ​ความ​คิด​ ​โดย​ส่วน​ตัวเห็น​ด้วย​และ​รู้สึกดี​กับ​การก่อตั้งชมรมฯ​ ​นี้​ ​เพราะ​บางครั้งการ​เป็น​หนี้ที่ทำ​ให้​เรารู้สึกว่า​ไม่​มีทางออก​หรือ​ไม่ ​มีทางเดินจนเกิด​ความ​ท้อแท้​นั้น​ ​ทางแก้อาจ​จะ​เป็น​เพียงเส้นผมที่บังภู​เขา​ ​แต่ตอนที่ชีวิตวิกฤต​ ​เราอาจ​จะ​มอง​ไม่​เห็น​ ​แต่​ถ้า​มี​เพื่อน​ ​มีกัลยาณมิตรที่ดี​ ​มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์​ ​ก็​จะ​ช่วย​ให้​เรารู้ว่า​ไม่​ได้​มี​เราคนเดียวที่กำ​ลังแย่​ ​แต่มีคนอีก​เป็น​จำ​นวนมากที่กำ​ลังต่อสู้​กับ​ปัญหา​ ​ทำ​ให้​เรา​เกิดกำ​ลังใจ​ ​ทั้ง​ยัง​มี​ผู้​เชี่ยวชาญแนะนำ​ช่องทาง​ ​ทางออก​ใน​การแก้ปัญหา​ ​ซึ่ง​เป็น​ประ​โยชน์มาก​” ​สุพรรณีกล่าว

**​ปธ​.​ชมรมฯยัน​ไม่​ได้​หาช่อง​ช่วย​หนีหนี้

​และ​แม้​จะ​มีกระ​แส​โดย​อ้อม​จาก​หลายๆ​ ​คนที่​ไม่​ได้​เป็น​หนี้​ ​มองชมรมฯ​ด้วย​เชิงลบ​ ​และ​กระ​แส​โดย​ตรง​จาก​บรรดา​เจ้าหนี้ที่หลายราย​ถึง​กับ​ยกหู​ โทรศัพท์มาด่าทอว่าชมรมฯดังกล่าวเปิดขึ้นเพื่อ​ช่วย​ให้​คนสร้างหนี้​ทั้ง​ หลายหาช่องหนีหนี้ที่ตนเอง​ได้​ก่อ​ไว้

​ใน​ส่วน​นี้​ ​สา​โรจน์​ใน​ฐานะ​ผู้​ริ​เริ่มแนวคิด​ ​และ​ประธานชมรมหนี้บัตรเครดิต​และ​สินเชื่อ​ส่วน​บุคคล​ได้​ชี้​แจงเอา​ไว้ ​อย่างชัดเจนว่า​ ​ชมรมฯ​ ​ที่ตั้งขึ้นนี้​ไม่​ได้​สนับสนุน​ให้​คน​เป็น​หนี้​ ​และ​ไม่​ใช่​ช่วย​เหลือ​ให้​คำ​ปรึกษา​ให้​คนมีหนี้หนีหนี้​แต่ประการ​ใด​ ​หากแต่​เป็น​ความ​ตั้งใจที่​จะ​ช่วย​เหลือเพื่อนหัวอกเดียว​กัน​ ที่มีปัญหาหนี้สิน​กับ​บัตรเครดิต​หรือ​สินเชื่อ​ส่วน​บุคคลที่มีปัญหา​ ​และ​ยัง​ขาด​ความ​รู้​ใน​แง่กฎหมาย​ ​ซึ่ง​ทำ​ให้​ถูกเอารัดเอา​เปรียบ​จาก​เจ้าหนี้

“​ตั้งแต่​เรา​เริ่มรวมตัว​ใน​อินเทอร์​ เน็ตก็ถูกโจมตี​จาก​ทั้ง​ประชาชน​ทั่ว​ไปที่​ไม่​มีหนี้​ ​ที่มองเราว่าพวกเรา​เป็น​พวกฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม​ ​ใช้​เงินเกินตัวจน​ต้อง​ไปกู้หนี้ยืมสิน​แล้ว​ไม่​มีปัญญา​ใช้​ ​อันนี้ผมก็ยอมรับคนที่​เป็น​หนี้​ด้วย​การฟุ้งเฟ้อก็มี​ ​แต่​เราถือว่า​เป็น​เรื่อง​ส่วน​ตัวที่​จะ​เป็น​สิทธิของ​เขา​ที่​จะ​ มีจุดประสงค์ของการนำ​เงินกู้​ไปทำ​อะ​ไร​ ​แต่ก็มีอีก​ไม่​น้อยที่​เป็น​หนี้​เป็น​สิน​เพราะ​ความ​จำ​เป็น​บังคับ​ ​ซึ่ง​ลูกหนี้​เหล่านี้ประสบปัญญาหลักๆ​ 2 ​ประการคือการขาด​ความ​รู้ด้านกฎหมายหนี้สิน​ ​ทำ​ให้​เจ้าหนี้​เอา​เปรียบ​ ​พยายามเรียกเก็บหนี้จน​เขา​ไม่​สามารถ​จะ​ดำ​รงชีวิต​อยู่​ได้​ ​คือมี​เงิน​เท่า​ไหร่ก็​ต้อง​จ่ายหนี้หมด​ ​ทั้ง​ที่กรมบังคับคดีก็มีกฎว่า​เจ้าหน้าที่​แจ้งอายัดเงินเดือน​ได้​เพียง​ 30 ​เปอร์​เซ็นต์​ ​แต่บางคน​ไม่​รู้​ ​ใน​ส่วน​นี้ก็​ยัง​มีอีก​เป็น​จำ​นวนมากที่​ต้อง​จ่ายเจ้าหนี้​แทบเต็มจำ​ นวนเงินเดือนจนตนเอง​ไม่​มี​เงิน​ใช้​”

“​ที่​เราพยายาม​จะ​ทำ​ก็คือ​ให้​ คำ​ปรึกษา​ ​หาช่องทาง​ให้​คนเหล่านี้มีที่ยืนหยุดพัก​ ​และ​มี​แรงมีกำ​ลังพอ​จะ​หา​เงินมา​ใช้​หนี้​ได้​ใหม่​ ​ให้​ชีวิตลืมตาอ้าปาก​ได้​ ​แต่​เจ้าหนี้ก็​โทรมาด่า​เรานะ​ ​หาว่า​เราหาช่อง​ให้​ลูกหนี้จ่ายหนี้​ได้​น้อยลง​ ​ทำ​ให้​ราย​ได้​ของ​เขา​แต่ละ​เดือนลดลง​ด้วย​แต่ที่ยืนยันอย่างที่สุดคือ​ ​ทุกคำ​แนะนำ​ของเรา​จะ​เป็น​การแนะนำ​ให้​หาทางออกแบบถูกกฎหมาย​ทั้ง​นั้น​ ครับ​” ​สา​โรจน์ยืนยันทิ้งท้าย

########################

เรื่อง​...​เจิมใจ​ ​แย้มผกา

ผู้​จัดการรายวัน

ทำไมคนที่เรารักมากที่สุด.. เรากลับเกรงใจน้อยที่สุด

ทำไมคนที่เรารักมากที่สุด.. เรากลับเกรงใจน้อยที่สุด
เชื่อว่าหลายๆ คนคงเป็นกันเหมือนกัน เรายอมอ่อนน้อมถ่อมตน พูดเพราะ
เข้าใจอะไรง่ายๆ กับ "คนอื่น" แต่กับคนที่เรารัก..แน่นอน..
ว่าเราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด
แต่บางครั้ง..เราก็เผลอเมินเฉยกับอารมณ์ของเขา
โดยเอาอารมณ์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง เราเกรงใจคนแปลกหน้า..
ที่เขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับเราเลย
แต่กับคนที่เขาแคร์เราและเราแคร์เขามากๆ ..
บางครั้งเราก็ทำอะไรโดยไม่เกรงใจเขา
ฉันไม่ได้พูดเฉพาะกับคนที่เป็นแฟนกันเท่านั้นนะ..
ยังรวมถึงพ่อแม่เราด้วย .........
เราทำดี..พูดดี..กับใครได้หลายคน.. แต่กับคนที่เราเรียกว่า
"คนกันเอง" เรากลับไม่ค่อยได้ทำอะไรให้เขาปลื้มใจ..
หรือแคร์อารมณ์เขาเลย เหมือนอย่างบางคนระยะจีบกัน..
เอาอกเอาใจสารพัด พอเป็นแฟนกันแล้ว..
ฝ่ายหญิงกลับรู้สึกว่าฝ่ายชาย "เอาใจ" น้อยลง แต่ "เอาแต่ใจ"
ตัวเองมากขึ้น คำพูดหวานๆ บางคำ..ลาตายจากไป แม้เขาจะพูดว่า..
อยู่กับเราเขาเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เพราะไว้ใจเราที่สุด
........... แต่ความรัก.. นอกจากจะเป็นการถ่ายเท
ความเป็นตัวของตัวเองแล้ว ก็น่าจะมีการถ่ายเท
ความอ่อนโยน..ความเอาใจใส่.. และดูแลซึ่งกันและกันพ่วงไปด้วย
.......... ฉันอยากให้คนที่รักกัน.. มองอีกฝ่ายว่าเป็น
"คนพิเศษ" เพราะน้อยคนนักที่จะเกิดมาให้เรารักได้อย่างนี้
สิ่งที่ปฏิบัติต่อกัน.. ก็ควรจะมีความพิเศษ..เหนือคนอื่น
พิเศษทั้งการให้และการรับ..
เป็นความพิเศษที่ทำให้หัวใจทั้งสองฝ่ายอิ่มเอม แล้วลองตอบคำถามซิว่า..
ระหว่างคนแปลกหน้ากับคนพิเศษ... เรามองหาใคร?