แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ General แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ General แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554
"คำขวัญกรุงเทพฯ" โดยโน้ตอุดม จากเดี่ยว 9.........แหล่มมมม
กรุงเทพฯ งามสง่า ตระการตาอุโมงค์ยักษ์ ใครประจักษ์แสนปราโมทย์ ต่างชาติโหวตเมืองน่าเที่ยว มาครั้งเดียวต้องสะดุด วิเศษสุดคือรถติด หนีควันพิษมีรถไฟฟ้า อนิจจาสั้นไปไหน? ไม่เป็นไรมีแท็กซี่ โบกกี่ทีพี่บอกส่งรถ ทีฝรั่งแม่งไปหมด งามหมดจด 2 มาตรฐาน สุขสราญรถเมล์ฟรี จากภาษีกูนี่หนอ ต้องยืนรอ 3 ชั่วโคตร แต่ห้ามโกรธเพราะมันฟรี ส่วน 3G รอไม่นาน 3 รัฐบาลน่าจะเสร็จ iPhone7 คงออกแล้ว แต่ไม่แคล้วช้ากว่าลาว นางสาวไทยเริ่มขัดตา สวยงามกว่าอยู่มอเตอร์โชว์ สวยไฮโซอยู่พารากอน สวยเงินผ่อนอยู่แพลตตินั่ม สวยคล้ำๆ อยู่หน้าราม สวยพยายามอยู่ยันฮี มากศักดิ์ศรีคือช่างกล ตีทุกคนไม่...เลือก หน้า มีดระเบิดปืนปากกา ลูกหลงมาเราสุขสันต์ เมืองล่าฝันบ้านAF อยากเป็นเซเลบไป The Star อยากดันดาราไปหา VT อยากโดนด่าฟรีไป Got Talent อยากเห็นฝรั่งให้ไปข ้าวสาร อยากแต่งงานให้ไปบางรัก ถ้าอกหักกลับมาบางพลัด แวะพาหุรัดซื้อผ้าสุดคุ้ม ศูนย์ประชุมไปขายหนังสือ ขายมือถือไปมาบุญครอง ขายทองไปเยาวราช ขายชาติ...ไปสภา...
วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2551
ต่อนี้ไปจะใช้เป็น Daily Blog
ไหนๆ ก็ไม่ได้ใช้ Blog นี้อย่างเป็นทางการ อีกทั้งยังไม่ค่อยมีเวลาไปอัปเดท สมอลเลินดอทเน็ตอีก ก็ขอใช้ที่นี่ Daily Blog เอาไว้เตือนความจำตัวเองก็แล้วกัน...
จึงเรียนมาเพื่อทราบ (กันทุกคน)....
จึงเรียนมาเพื่อทราบ (กันทุกคน)....
วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
เทคนิคการดื่ม Black 5 Label ชั้นเทพ (ถูกใจพวกคอเมาเค้าล่ะ)
ดื่มอย่างไรไม่ให้เสียของพร้อมสัมผัสกับรสชาติที่แอบซ่อน
รู้จักคำว่า ' เสียของ ' กันบ้างมั้ย ? คนไทยเราน่ะ ชอบทำให้เสียของอยู่เรื่อย
โดยเฉพาะนิสัย ' การดื่มแบบผสมมิกเซอร์ ' ทั้งหลาย
นั่นแหละคือการทำให้วิสกี้ชั้นดีที่บางทีไม่ควรผสมใดๆ ต้อง ' เสียของ '
วันนี้จะหยิบเอาเรื่องวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ มาพูดกันซะหน่อย
เพราะว่าตระกูลนี้มีหลาย ' เลเบิ้ล ' เหลือเกิน ซึ่งมีวิธีการดื่มเฉพาะซะด้วย
เริ่มจาก ' เรด เลเบิ้ล ' (Red Label) กันก่อนเลยดีกว่า
จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล น่าจะดูถูกใจคนไทยที่สุด
เพราะน้องเล็กสุดขวดนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการดื่มตลอดค่ำคืน
พูดง่ายๆ ก็คือกินได้นานๆ สนุกสนานกันทั้งคืนนั่นแหละ
แถมวิธีการกินที่ถูกต้องนั้น ก็ต้องผสมกับ ' มิกเซอร์ ' ทั้งหลาย
อันเป็นวิธีการดื่มที่นิยมในหมู่คนไทยอยู่แล้วซะอีก
ตอนนี้ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล ก็เลยขายดีที่สุดไปโดยปริยาย
ง่ายๆ จะใส่น้ำแข็ง ผสมโคล่า ชามะนาว หรือโซดาก็ได้ทั้งนั้น
สุดแล้วแต่ว่าจะชอบรสชาติแบบไหนหลังผสมมิกเซอร์แล้วเท่านั้นเอง
แต่นักดื่มมืออาชีพมักนิยมผสมน้ำก่อนแล้วจึงผสมโซดาตามลงไป
ในอัตราส่วน2:1 หรือที่เรียกกันว่า " โซดาลอย " นั่นเอง...
ผสมเสร็จก็ เอ็นจอย ดริ๊งกิ้ง กันได้ทั้งคืน ( แต่อย่าขับรถหลังดื่มนะ )
โตขึ้นมาหน่อย กับความเคร่งขรึมแบบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล
วิสกี้ชั้นดีจากการหมักบ่มเพื่อให้ได้รสชาติที่คลาสสิกที่สุดนานถึง 12 ปี
วิธีการดื่มที่ถูกต้องนั้นก็คลาสสิกไม่แพ้รสชาติของตัววิสกี้
ง่ายๆ เท่ๆ ดูดีด้วยสไตล์ที่เรียกกันว่า ' ออน เดอะ ร็อก ' นั่นเอง
หรือถ้าอยากย๊ากอยากจะผสมมิกเซอร์เหลือเกิน
ก็ต้องใส่น้ำแข็งเข้าไปเยอะๆ วิสกี้ ครึ่งแก้ว และโซดาอีกครึ่งแก้ว
แค่นี้แหละ ก็จะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล
มาถึงวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ที่ไม่ค่อยจะเห็นบ่อยนักบ้างดีกว่า
เริ่มจาก จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล อายุ 18 ปีกันก่อน
แค่นำ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล ไปใส่ในช่องแช่แข็งสัก 24 ชั่วโมง
ถ้าที่ในช่องแช่แข็งยังเหลือก็นำแก้วทรงสูงเปล่าๆ แช่ไว้ด้วย
พอได้เวลา ก้รินใส่แก้วที่แช่ไว้ข้างกันๆ นั่นแหละ แล้วดื่มเข้าไปเลย
ทันทีที่วิสกี้เย็นจัดปะทะกับความอุ่นในปาก กลิ่นหอมหวนนุ่มลิ้นจะอบอวล
แหม... ยิ่งถ้ามีช็อกโกแล็ตดีๆ ไว้กินเข้าคู่ล่ะก็ จะเป็นความสุขที่ลืมไม่ลงเลย เชียว
ส่วน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ที่มีจำหน่ายแบบจำกัดประเทศนั้น
หาน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ สักก้อน ใส่ในแก้วปากกว้างเพียงแค่ก้อนเดียว
ไม่ต้องกลัวว่าน้ำแข็งก้อนนั้นจะเหงา เพราะเราจะเฝ้ามองอย่าทะนุถนอม
จากนั้นริน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ลงไปไม่ต้องท่วมน้ำแข็ง
แกว่งแก้วเล็กน้อย ให้อุณหภูมิของวิสกี้ชะอุณหภูมิของน้ำแข็งก้อนโต
ดมกลิ่นวิสกี้ที่ระเหยขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนลิ้มรสวิสกี้ที่อุณหภูมิพอเหมาะพอดี
งานนี้จะได้ รสชาติ กลิ่น และแสงที่วิสกี้ตกกระทบกับก้อนน้ำแข็งชวนมอง
( อันนี้เคยเสียของมาครั้งหนึ่งแล้ว )
ปิดท้ายกันที่วิสกี้ชั้นสูง จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล อายุ 25 ปี
ที่หมักบ่มจากมอลต์คุณภาพสูง ตามวิธีการคลาสสิกแบบศตวรรษที่ 19
วิธีการดื่มวิสกี้ชั้นสูงนี้ก็คลาสสิกมาก เตรียมแก้วบรั่นดีสวยๆ ไว้สัก 2 ใบ
แก้วนึงรินวิสกี้รอไว้ ส่วนอีกแก้วนึงรินน้ำแร่เย็นๆ ไว้เช่นกัน
ดื่มน้ำแร่เย็นๆ เพื่อปรับอุณหภูมิในช่องปากกันก่อน
จากนั้นจิบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ในแก้วบรั่นดีอีกใบตาม
เมื่อน้ำแร่เย็นๆ ที่หลงเหลืออยู่ในช่องปากผสมกับวิสกี้ชั้นดีนี้
รสชาติที่แอบซ่อนจะซึมผ่านเพดานปากไปมัดใจนักดื่มเหล้าทั้งหลายไม่รู้ลืม
เสร็จสิ้นครบทั้ง 5 เลเบิ้ลของตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กันแล้ว
ต่อจากนี้นักดื่มเหล้าชาวไทยทั้งหลาย ก็จะดื่มได้แบบไม่เสียของกันแล้ว
แต่ที่สำคัญที่สุด ดื่มแล้วจะมึนน้อยหรือมึนมาก ก็อย่าขับรถเลย
เก็บชีวิตที่มีค่าไว้สัมผัสกับสิ่งดีๆ ที่รอเราอยู่มากมายในวันข้างหน้าดีกว่า ...
ปล. จะดื่มยังไงก็เมาครับพี่น้อง แต่ทำอย่างไรดื่มแล้วจึงจะรู้ถึงรสชาติที่แท้จริง
รู้จักคำว่า ' เสียของ ' กันบ้างมั้ย ? คนไทยเราน่ะ ชอบทำให้เสียของอยู่เรื่อย
โดยเฉพาะนิสัย ' การดื่มแบบผสมมิกเซอร์ ' ทั้งหลาย
นั่นแหละคือการทำให้วิสกี้ชั้นดีที่บางทีไม่ควรผสมใดๆ ต้อง ' เสียของ '
วันนี้จะหยิบเอาเรื่องวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ มาพูดกันซะหน่อย
เพราะว่าตระกูลนี้มีหลาย ' เลเบิ้ล ' เหลือเกิน ซึ่งมีวิธีการดื่มเฉพาะซะด้วย
เริ่มจาก ' เรด เลเบิ้ล ' (Red Label) กันก่อนเลยดีกว่า
จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล น่าจะดูถูกใจคนไทยที่สุด
เพราะน้องเล็กสุดขวดนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการดื่มตลอดค่ำคืน
พูดง่ายๆ ก็คือกินได้นานๆ สนุกสนานกันทั้งคืนนั่นแหละ
แถมวิธีการกินที่ถูกต้องนั้น ก็ต้องผสมกับ ' มิกเซอร์ ' ทั้งหลาย
อันเป็นวิธีการดื่มที่นิยมในหมู่คนไทยอยู่แล้วซะอีก
ตอนนี้ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เรด เลเบิ้ล ก็เลยขายดีที่สุดไปโดยปริยาย
ง่ายๆ จะใส่น้ำแข็ง ผสมโคล่า ชามะนาว หรือโซดาก็ได้ทั้งนั้น
สุดแล้วแต่ว่าจะชอบรสชาติแบบไหนหลังผสมมิกเซอร์แล้วเท่านั้นเอง
แต่นักดื่มมืออาชีพมักนิยมผสมน้ำก่อนแล้วจึงผสมโซดาตามลงไป
ในอัตราส่วน2:1 หรือที่เรียกกันว่า " โซดาลอย " นั่นเอง...
ผสมเสร็จก็ เอ็นจอย ดริ๊งกิ้ง กันได้ทั้งคืน ( แต่อย่าขับรถหลังดื่มนะ )
โตขึ้นมาหน่อย กับความเคร่งขรึมแบบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล
วิสกี้ชั้นดีจากการหมักบ่มเพื่อให้ได้รสชาติที่คลาสสิกที่สุดนานถึง 12 ปี
วิธีการดื่มที่ถูกต้องนั้นก็คลาสสิกไม่แพ้รสชาติของตัววิสกี้
ง่ายๆ เท่ๆ ดูดีด้วยสไตล์ที่เรียกกันว่า ' ออน เดอะ ร็อก ' นั่นเอง
หรือถ้าอยากย๊ากอยากจะผสมมิกเซอร์เหลือเกิน
ก็ต้องใส่น้ำแข็งเข้าไปเยอะๆ วิสกี้ ครึ่งแก้ว และโซดาอีกครึ่งแก้ว
แค่นี้แหละ ก็จะได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ค เลเบิ้ล
มาถึงวิสกี้ตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ที่ไม่ค่อยจะเห็นบ่อยนักบ้างดีกว่า
เริ่มจาก จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล อายุ 18 ปีกันก่อน
แค่นำ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โกลด์ เลเบิ้ล ไปใส่ในช่องแช่แข็งสัก 24 ชั่วโมง
ถ้าที่ในช่องแช่แข็งยังเหลือก็นำแก้วทรงสูงเปล่าๆ แช่ไว้ด้วย
พอได้เวลา ก้รินใส่แก้วที่แช่ไว้ข้างกันๆ นั่นแหละ แล้วดื่มเข้าไปเลย
ทันทีที่วิสกี้เย็นจัดปะทะกับความอุ่นในปาก กลิ่นหอมหวนนุ่มลิ้นจะอบอวล
แหม... ยิ่งถ้ามีช็อกโกแล็ตดีๆ ไว้กินเข้าคู่ล่ะก็ จะเป็นความสุขที่ลืมไม่ลงเลย เชียว
ส่วน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ที่มีจำหน่ายแบบจำกัดประเทศนั้น
หาน้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ สักก้อน ใส่ในแก้วปากกว้างเพียงแค่ก้อนเดียว
ไม่ต้องกลัวว่าน้ำแข็งก้อนนั้นจะเหงา เพราะเราจะเฝ้ามองอย่าทะนุถนอม
จากนั้นริน จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กรีน เลเบิ้ล ลงไปไม่ต้องท่วมน้ำแข็ง
แกว่งแก้วเล็กน้อย ให้อุณหภูมิของวิสกี้ชะอุณหภูมิของน้ำแข็งก้อนโต
ดมกลิ่นวิสกี้ที่ระเหยขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนลิ้มรสวิสกี้ที่อุณหภูมิพอเหมาะพอดี
งานนี้จะได้ รสชาติ กลิ่น และแสงที่วิสกี้ตกกระทบกับก้อนน้ำแข็งชวนมอง
( อันนี้เคยเสียของมาครั้งหนึ่งแล้ว )
ปิดท้ายกันที่วิสกี้ชั้นสูง จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล อายุ 25 ปี
ที่หมักบ่มจากมอลต์คุณภาพสูง ตามวิธีการคลาสสิกแบบศตวรรษที่ 19
วิธีการดื่มวิสกี้ชั้นสูงนี้ก็คลาสสิกมาก เตรียมแก้วบรั่นดีสวยๆ ไว้สัก 2 ใบ
แก้วนึงรินวิสกี้รอไว้ ส่วนอีกแก้วนึงรินน้ำแร่เย็นๆ ไว้เช่นกัน
ดื่มน้ำแร่เย็นๆ เพื่อปรับอุณหภูมิในช่องปากกันก่อน
จากนั้นจิบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลู เลเบิ้ล ในแก้วบรั่นดีอีกใบตาม
เมื่อน้ำแร่เย็นๆ ที่หลงเหลืออยู่ในช่องปากผสมกับวิสกี้ชั้นดีนี้
รสชาติที่แอบซ่อนจะซึมผ่านเพดานปากไปมัดใจนักดื่มเหล้าทั้งหลายไม่รู้ลืม
เสร็จสิ้นครบทั้ง 5 เลเบิ้ลของตระกูล จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ กันแล้ว
ต่อจากนี้นักดื่มเหล้าชาวไทยทั้งหลาย ก็จะดื่มได้แบบไม่เสียของกันแล้ว
แต่ที่สำคัญที่สุด ดื่มแล้วจะมึนน้อยหรือมึนมาก ก็อย่าขับรถเลย
เก็บชีวิตที่มีค่าไว้สัมผัสกับสิ่งดีๆ ที่รอเราอยู่มากมายในวันข้างหน้าดีกว่า ...
ปล. จะดื่มยังไงก็เมาครับพี่น้อง แต่ทำอย่างไรดื่มแล้วจึงจะรู้ถึงรสชาติที่แท้จริง
เพื่อน!! สำคัญเสมอ
'เพื่อน!! สำคัญเสมอ'
ระหว่างเพื่อนกะ แฟน...
++ อาหาร ++
เพื่อน: ข้าว ราดแกง / ก๋วยเตี๋ยว ราคาไม่เกิน 30แดกไรแพงๆวะ เปลืองชิบ
แฟน: กินอะไรก็ได้ที่มันไม่ใช่ ข้าว - สปาเกตตี้
เฟรนฟรายซ์ ซูชิ ฯลฯ สั่ง กันไป… มื้อละร้อยขึ้น
-------------------------- --------------- -----------
++ ข้ามถนน ++
แฟน: ข้ามได้ มั้ย ระวังนะครับ! จับมือผมไว้
เพื่อน: ………อ้าว! เหี้ย… รอกูด้วย(แม่งข้าม ไปนานละ)
-------------------------- ------------------------- -
++ เวลาเดิน ++
แฟน: แนบชิดประหนึ่ง ตัวดูดแบบสุญญากาศ
เพื่อน: เฮ้ย! ไปไกลๆกูหน่อยดิ ร้อนจะตาย ห่า!!
-------------------------- ------------------------- -
++ บนรถเมล์ ++
แฟน: นั่งก่อนเลย ครับ เดี๋ยวผมยืนเอง
เพื่อน: เหยิบหน่อยดิวะ กูจะนั่งด้วย!
--- ----------------------- --------------------------
++ เงิน ++
แฟน: มีเสมอ..จ่ายไม่อั้น
เพื่อน: ไม่มีเสมอ... มึงออกไปก่อนละกัน เดี๋ยวกูให้(แร้วแม่งก็ชิ่ง)
------------- ------------- --------------------------
++ มา สาย ++
แฟน: ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้
เพื่อน: ทำห่าไรอยู่ วะ มาโคตรช้าเลย สาด ...เลี้ยงข้าวกูเลย(เพิ่งจะมาก่อนแม่ง ได้ 5 นาทีเหมือน กัน)
-------------------------- ------------------------- -
++ ช่วยทำธุระ ++
แฟน: ว่าง เสมอ - อ๋อ ว่างครับ จะให้ไปถึงที่นั่นกี่โมงดี จะได้เตรียมตัวล่วงหน้า
เพื่อน: ไม่เคยว่าง - ขนของย้ายห้องเหรอวะ .. เออ...ที่จริงก็ได้นะ แต่พอดีแม่ กูให้ช่วยพาไปหาญาติๆฝ่ายแม่ว่ะ
แล้วบ่ายๆ ต้องไปหาของฝ่ายพ่ออีก คงไม่ว่างแล้วละ
------------------------- - --------------------------
++ กลับบ้านดึก ++
แฟน: เดี๋ยวผมนั่งรถไปส่งดีกว่านะ กลับคนเดียว อันตราย
เพื่อน: กลับยังไงวะมึง มีค่ารถป่าว แต่กูไม่มีให้ยืมนะ เว้ย
-------------------------- ------------------------- -
++ ป่วย ++
แฟน: เป็นไรมากมั้ย? กิน ยายังคับ ห่มผ้าด้วยนะ(แม่งดูแลแม่อย่างนี้ป่าววะ)
เพื่อน: เป็นห่าไรอีกวะ สำออยอะดิมึง… ออกมาให้ไวเลย แดกเหล้ากัน
-------------------------- -
++ สอนหนังสือ ++
แฟน: ไม่เข้าใจตรงไหนบอกนะ ครับ จะอธิบายให้ใหม่
เพื่อน: กูสอนมึง 3 รอบแล้วนะ ห่านี่ แดกหมาแทนข้าวไง วะ
-------------------------- ------------------------- -
++ วาเลนไทน์ ++
แฟน: ให้คุณได้ ทุกอย่าง ยกเว้น ดาว เดือน และ ขนหน้าอก
เพื่อน: ……………(วันนี้มันไม่มีตัว ตน)
-------------------------- ------------------------- -
++ โดนทิ้ง ++
แฟน: เราไปกันไม่ได้ / อย่า มายุ่งกับเรา / ไปไหนก็ไปรำคาญ (so sad)
เพื่อน: ไม่เป็นไรเว้ย! ช่างแม่ง … มึงยังมีกูอยู่
ถ้าเห็นด้วยกรุณาส่งต่อ (ถ้า ไม่ส่งถือจะว่าไม่เห็นด้วย)
ดีเนอะที่โลกนี้มีคำว่า 'เพื่อน' ^v^
ระหว่างเพื่อนกะ แฟน...
++ อาหาร ++
เพื่อน: ข้าว ราดแกง / ก๋วยเตี๋ยว ราคาไม่เกิน 30แดกไรแพงๆวะ เปลืองชิบ
แฟน: กินอะไรก็ได้ที่มันไม่ใช่ ข้าว - สปาเกตตี้
เฟรนฟรายซ์ ซูชิ ฯลฯ สั่ง กันไป… มื้อละร้อยขึ้น
-------------------------- --------------- -----------
++ ข้ามถนน ++
แฟน: ข้ามได้ มั้ย ระวังนะครับ! จับมือผมไว้
เพื่อน: ………อ้าว! เหี้ย… รอกูด้วย(แม่งข้าม ไปนานละ)
-------------------------- ------------------------- -
++ เวลาเดิน ++
แฟน: แนบชิดประหนึ่ง ตัวดูดแบบสุญญากาศ
เพื่อน: เฮ้ย! ไปไกลๆกูหน่อยดิ ร้อนจะตาย ห่า!!
-------------------------- ------------------------- -
++ บนรถเมล์ ++
แฟน: นั่งก่อนเลย ครับ เดี๋ยวผมยืนเอง
เพื่อน: เหยิบหน่อยดิวะ กูจะนั่งด้วย!
--- ----------------------- --------------------------
++ เงิน ++
แฟน: มีเสมอ..จ่ายไม่อั้น
เพื่อน: ไม่มีเสมอ... มึงออกไปก่อนละกัน เดี๋ยวกูให้(แร้วแม่งก็ชิ่ง)
------------- ------------- --------------------------
++ มา สาย ++
แฟน: ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้
เพื่อน: ทำห่าไรอยู่ วะ มาโคตรช้าเลย สาด ...เลี้ยงข้าวกูเลย(เพิ่งจะมาก่อนแม่ง ได้ 5 นาทีเหมือน กัน)
-------------------------- ------------------------- -
++ ช่วยทำธุระ ++
แฟน: ว่าง เสมอ - อ๋อ ว่างครับ จะให้ไปถึงที่นั่นกี่โมงดี จะได้เตรียมตัวล่วงหน้า
เพื่อน: ไม่เคยว่าง - ขนของย้ายห้องเหรอวะ .. เออ...ที่จริงก็ได้นะ แต่พอดีแม่ กูให้ช่วยพาไปหาญาติๆฝ่ายแม่ว่ะ
แล้วบ่ายๆ ต้องไปหาของฝ่ายพ่ออีก คงไม่ว่างแล้วละ
------------------------- - --------------------------
++ กลับบ้านดึก ++
แฟน: เดี๋ยวผมนั่งรถไปส่งดีกว่านะ กลับคนเดียว อันตราย
เพื่อน: กลับยังไงวะมึง มีค่ารถป่าว แต่กูไม่มีให้ยืมนะ เว้ย
-------------------------- ------------------------- -
++ ป่วย ++
แฟน: เป็นไรมากมั้ย? กิน ยายังคับ ห่มผ้าด้วยนะ(แม่งดูแลแม่อย่างนี้ป่าววะ)
เพื่อน: เป็นห่าไรอีกวะ สำออยอะดิมึง… ออกมาให้ไวเลย แดกเหล้ากัน
-------------------------- -
++ สอนหนังสือ ++
แฟน: ไม่เข้าใจตรงไหนบอกนะ ครับ จะอธิบายให้ใหม่
เพื่อน: กูสอนมึง 3 รอบแล้วนะ ห่านี่ แดกหมาแทนข้าวไง วะ
-------------------------- ------------------------- -
++ วาเลนไทน์ ++
แฟน: ให้คุณได้ ทุกอย่าง ยกเว้น ดาว เดือน และ ขนหน้าอก
เพื่อน: ……………(วันนี้มันไม่มีตัว ตน)
-------------------------- ------------------------- -
++ โดนทิ้ง ++
แฟน: เราไปกันไม่ได้ / อย่า มายุ่งกับเรา / ไปไหนก็ไปรำคาญ (so sad)
เพื่อน: ไม่เป็นไรเว้ย! ช่างแม่ง … มึงยังมีกูอยู่
ถ้าเห็นด้วยกรุณาส่งต่อ (ถ้า ไม่ส่งถือจะว่าไม่เห็นด้วย)
ดีเนอะที่โลกนี้มีคำว่า 'เพื่อน' ^v^
วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2550
คลื่น FM 99.5 รายการดีๆ ที่อยากให้ฟัง
เมื่อวานต้องเดินทางไปทำภาระกิจที่ระยองไปตั้งแต่บ่ายโมง ขากลับก็มาทาง Motor Way เข้ามาทางบ้านบึงชลบุรีประมาณซัก 4 ทุ่มเกือบ 5 ทุ่มได้ก็เลยลองหมุน (กด) หาคลื่นวิทยุดู (ปกติไม่ได้ฟังวิทยุมานานมากแล้้วเพราะหารายการที่ถูกใจฟังไม่ได้) ก็เผอิญคลื่นแรกที่จูนติดก็คือ 99.5 ก็เห็นเปิดเพลงสากลน่ะนะก็เลยฟังดู พอจบเพลง! ก็มีเสียง DJ พูดถึงเพลงที่เปิดไป ประหนึ่งว่าขนลุกซู่ สะท้านไปทั้งร่าง... โหพี่อ้อ เดือนเพ็ญ สีหรัตน์ นี่เอง ตามหาซะตั้งนาน (ตามมาตลอดเลยน่ะว่าพี่ไปจัดที่ไหนบ้างบทจะเจอก็เจอจังๆซะงั้น??) นานเป็น 10 ปีแล้วเพราะพอจะเจอร่องรอยว่าจัดอยู่ที่ไหนพอเข้าไปฟังก็ หาย!!! ไปอีกแล๊ะ!! ครับได้ยินเสียงก็เลยรู้สึกดีใจมากๆ พอดีคุณเดือนเพ็็ญ จัดถึงแค่ 5 ทุ่มก็เลยได้ฟังเพลงต่ออีก 2-3 เพลง จำได้ว่าปิดท้ายด้วย Echo & The Bunnymen หลังจากจบพี่อ้อก็ยังฟังต่อมาเรื่อยๆ จนถึงกรุงเทพฯ แล้วก็จำคลื่นไว้ วันนี้ก็เลยไปหา Search ข้อมูลเพิ่มก็เลยได้รู้ว่าเป็นคลื่นทีใช้ชื่อว่า The Radio นอกจากคุณเืดืนเพ็ญแล้วก็ยังมีการกลับมาของคุณวาสนา วีระชาติพลีี ซึ่งคนฟังเพลงฝั่งอังกฤษคงไม่ต้องพูดถึง... แล้วยังมี DJ ท่านอื่นที่พอกล่าวถึงแล้วคงมั่นใจได้ในคุณภาพของรายการ
ผมอยากให้คนฟังเพลงลองฟังคลื่นนี้ดู บางคนเค้าว่าต้อง 30+ แต่ผมว่าไม่นะเพราะของดีๆ เราก็อยากให้ฟังกันทุกคน
มีคนเขียนถึง DJ อย่า่งละเอียดไปดูได้ที่นี่ก่อนตัดสินใจฟัง ฟังแล้วก็จะหลงรัก!!
Website ข่าวสารของคลื่นก็ืั้ http://www.radiostar.co.th/
สวัสดีึครับ พี่อ้อ....
ผมอยากให้คนฟังเพลงลองฟังคลื่นนี้ดู บางคนเค้าว่าต้อง 30+ แต่ผมว่าไม่นะเพราะของดีๆ เราก็อยากให้ฟังกันทุกคน
มีคนเขียนถึง DJ อย่า่งละเอียดไปดูได้ที่นี่ก่อนตัดสินใจฟัง ฟังแล้วก็จะหลงรัก!!
Website ข่าวสารของคลื่นก็ืั้ http://www.radiostar.co.th/
สวัสดีึครับ พี่อ้อ....
วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2550
โทรศัพท มือถือ กับคลื่นไมโครเวฟ
เราต้องการ ไข่หนึ่งใบ และ โทรศัพท์ 2 เครื่อง เวลา 65 นาที สำหรับการโทรจากเครื่องหนึ่ง ไปอีกเครื่องหนึ่งติดตั้งตามภาพข้างล่าง
เราจะเริ่มด้วยการโทรระหว
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นให้เห็นใน 15 นาทีแรก
หลังจาก 25 นาที ไข่เริ่มอุ่นขึ้น
หลังจาก 45 นาทีผ่านไป ไข่ร้อนขึ้น และ

หลังจาก 65 นาที ไข่ก็สุก
สรุป :
ถ้ารังสีไมโครเวพที่ปล่อยออกมาจากโทรศัพท์มือถือ สามารถเปลี่ยนแปลงโปรตีนในไข่ ลองจินตนาการว่า ถ้าจะเปลี่ยนโปรตีนในสมองของเราได้อย่างไร เมื่อเราพูดโทรศัพท์ผ่านโทรศัพท์มือถือ
วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2550
วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2550
ชมรมคนเป็น “หนี้”
28 มีนาคม 2550 18:16 น.“หนี้” คำสั้นๆ ที่ทรงอิทธิพลต่อชีวิตของผู้เป็นเจ้าของ เชื่อแน่ว่าหากเลือกได้แล้วร้อยทั้งร้อยคนทุกผู้ทุกนามย่อมไม่ พึงประสงค์ที่จะมีมันเอาไว้ในครอบครองเป็นแน่ หากแต่สำหรับหลายคนที่มีจำนวนรายจ่ายมากกว่ารายรับ แม้จะไม่เต็มใจในการที่จะต้องไปกู้หนี้ยืมสิน แต่ก็จำเป็นต้องทำเพื่อความอยู่รอดของตนเอง และครอบครัว
ยิ่งในยุคนี้สมัยนี้ที่ค่าครองชีพสูงขึ้นแต่ฐานเงินเดือนของคนทำ งานระดับกลางค่อนข้างต่ำยังไม่มีการปรับขึ้นให้พอดีสมดุลกัน ยิ่งทำให้เกิดการกู้ยืมเงินมากขึ้น ซึ่งความต้องการในส่วนนี้ส่งผลให้สถาบันการเงินต่างๆ ทั้งในรูปแบบของแบงก์ และนอนแบงก์ได้ผุดโปรโมชันใหม่ๆ ทั้งเดบิต เครดิต สินเชื่อรูปแบบต่างๆ มากมาย หลากหลายสิทธิประโยชน์ที่ทั้งสถาบันฯ พยายามชวนเชื่อว่าเป็นการกู้ยืมที่ผู้บริโภคจะเสียเปรียบน้อยที่สุด ทำให้ขณะนี้ข้อมูลล่าสุดของผู้ที่มีหนี้สินในประเทศไทยนั้นอยู่ ที่ประมาณ 15 ล้านคน แบ่งเป็นผู้มีหนี้บัตรเครดิต 9 ล้านคน และหนี้สินเชื่ออีก 6 ล้านคน!!!
สุดท้ายบรรดาคนเป็นหนี้ทั้งหลายจึงต้องมารวมตัวกันและเปิด “ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล” ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
**เปิดตัวชมรม “คนเป็นหนี้”
สาโรจน์ จิรธรรมกูล ประธานชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล อธิบายถึงหนทางสู่วงจรอุบาทว์ในการเป็นหนี้ โดยได้ยกประสบการณ์ส่วนตัวของตนเองให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เป็นคนทำงานคนหนึ่งที่มีรายได้ค่อนข้างดี คือประมาณเดือนละ 30,000 บาท ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องใช้บัตรเครดิต แต่ที่ทำเพราะมีเพื่อนชวนทำบ้าง มีพนักงานบัตรมาขอร้องให้ช่วยสมัครเพื่อทำยอดบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่บัตรเหล่านี้จะไม่เสียค่าใช้จ่ายเวลาทำ จึงได้ใจอ่อนช่วยทำเอาไว้ หรือเชื่อเพื่อนเมื่อเพื่อนชักชวน ทำให้มีบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรเงินด่วน ต่างๆ เหล่านี้อยู่ในกระเป๋ากว่า 10 ใบ โดยแทบทุกใบอนุมัติวงเงินให้ถึง 10 เท่าของเงินเดือน คือประมาณ 300,000 บาทต่อหนึ่งใบ
“เวลามีอยู่ในกระเป๋ามันก็อดไม่ได้ ที่จะรูด รูดไปรูดมาก็รู้สึกว่ามันสะดวกดี ตอนนั้นเราพอมีกำลังจ่ายผ่อนบิลที่เรียกมาทุกเดือนได้ ก็เลยไม่ได้เดือดร้อนอะไร ตอนหลังมาคิดอยากทำธุรกิจขายโทรศัพท์มือถือแต่ ไม่ประสบความสำเร็จ เงินเริ่มตึงมือ ก็หมุนบัตรโน้นมาจ่ายบัตรนี้ หนักเข้าเลยเป็นหนี้เต็มวงเงินทุกบัตร ก็เป็นล้านนะครับ”
สาโรจน์ เล่าต่ออีกว่า เหมือนตกนรกทั้งเป็นอยู่ 2 ปี กลับบ้านก็ไม่ได้เล่นกับลูกอย่างเคยเพราะเครียดหนักเรื่องหนี้สิน จนกระทั่งต้องมาระบายความอัดอั้นตันใจในเว็บบอร์ดของ “ผู้จัดการออนไลน์” เป็นกระทู้เล็กๆ กระทู้หนึ่งในบอร์ดนั้น แต่ปรากฏว่ามีคนเข้ามาให้คำปรึกษา พร้อมกับที่มีผู้ร่วมชะตาเดียวกันมาปรับทุกข์ด้วยเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการจุดประกายการสร้างสังคมของคนเป็นหนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และปรับทุกข์อันเกิดจากการเป็นหนี้ รวมถึงการหาทางออกให้กับชีวิตหนี้ของพวกเขา จึงเปิดเว็บไซต์ www.consumerthai.org/complinant_board1/index-php ขึ้น โดยปัจจุบันนี้มีกระทู้ในบอร์ดกว่า 20,000 กระทู้และมีสมาชิกชมรม 3,700 คน
เมื่อมีสมาชิกเยอะขึ้น และเห็นว่าควรทำกิจกรรมให้เป็นรูปธรรมมากกว่าการให้คำปรึกษาอยู่ แต่เฉพาะในโลกไซเบอร์เพียงอย่างเดียว การแถลงข่าวการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของชมรมฯ จึงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2550 ที่ผ่านมาเพื่อให้ผู้เดือดร้อนจากการเป็นหนี้ได้พบปะเห็นหน้า เห็นตา และรู้ถึงการมีอยู่ของชมรมฯ นี้
“จุดประสงค์หลักของชมรมเรามี 4 ข้อ คือ ต้องการช่วยเหลือผู้เป็นหนี้บัตรเครดิตและหนี้สินเชื่อส่วน บุคคลที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง แนะแนวการปลดหนี้อย่างเป็นระบบและถูกกฎหมาย เพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมายหนี้สิน และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการคิดดอกเบี้ยและ เกิดขอบเขตของการติดตามหนี้” สาโรจน์ระบุ
**“บัตรก่อหนี้” ซื้อง่าย จ่ายคล่อง
"จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจอยากทำบัตรเครดิต แต่เห็นของแถมมันน่ารักดี ค่าทำก็ถูก ก็เลยสมัคร"
"ผมไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องทำ แต่บางทีเพื่อนๆ มาชวนทำ หรือน้องเค้ามาหาลูกค้า ก็ช่วยทำไป"
"คือเราเป็นเจ้าของกิจการ ปกติใช้แต่เงินสด แต่มีเพื่อนทักว่าระดับนี้แล้วทำไมไม่ทำบัตรไว้บ้าง ก็เลยทำ"
"เห็นว่าฟรีค่าสมัคร แถมไม่ต้องจ่ายรายปี ก็เลยทำติดกระเป๋าไว้"
นี่คือตัวอย่างเหตุผลของหลากหลาย “ชีวิตหนี้” ที่ไม่ประสงค์จะออกนาม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงปฐมบทแห่งการทำบัตรเครดิตหลายคนไม่มีความจำ เป็นต้องทำ แต่ด้วยถูกชักชวนและเห็นถึงข้อดีที่ทางสถาบันการเงินชวนเชื่อใน เชิงว่าทำไว้ไม่เสียหายอะไร จึงตัดสินใจทำ
ที่น่าสังเกตในความเหมือนของคนเหล่านี้ คือ แม้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน แต่เมื่อทำบัตรเครดิตเอาไว้กับตัวแล้วก็อดที่จะใช้ รูดเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ ไม่ได้ เนื่องจากข้อดีเฉพาะหน้าของบัตรเหล่านี้คือสามารถเนรมิตให้ผู้ใช้ กลายเป็นเศรษฐีชั่วคราวได้ภายในพริบตา และสามารถใช้การ์ดพลาสติกได้เหมือนกับการใช้เงินฟ่อนใหญ่ เพื่อซื้อความสะดวกสบายจากสินค้าและบริการต่างๆ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังคงหลงใหลได้ปลื้มไปกับ เจ้าบัตรเครดิตนี้อยู่
แต่เมื่อครบรอบวาระที่บิลค่าใช้จ่ายจากบัตรส่งตามมาเก็บถึง ที่บ้าน หลายต่อหลายคนแทบถึงกับล้มตึงเมื่อเห็นตัวเลขที่ต้องจ่าย
ไหนจะค่าใช้ที่จ่ายไปจริง ค่าดอกเบี้ยรายเดือน ค่าบริการ แถมยังต้องมีค่าจ่ายเมื่อนำบิลไปจ่ายที่จุดรับจ่ายตามร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง หรือที่ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ และเมื่อเกิดภาวะฝืดเคืองของบัตร วงเงินบัตรใกล้เต็มก็ทำให้ต้องหันไปใช้บริการเพิ่มด้วยการกู้บัตร อื่นเพิ่มขึ้นเพื่อเอามาโปะบัตรที่ใกล้เต็มวงเงิน เป็นการสร้างหนี้ทวีคูณขึ้นไปแบบนี้เรื่อยๆ จนไม่สามารถกู้เงินผ่านบัตรจากธนาคารหรือจากสถาบันการเงินได้ แล้ว ทำให้จำต้องหันหน้าไปพึ่งเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยสูง
**เป็นหนี้บัตรครบหันซบหนี้เถื่อน
นิรมล อัศวมณี ตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความน่ากลัวของหนี้นอกระบบว่า มีผู้ที่เป็นหนี้เป็นจำนวนมากที่เป็นหนี้ทั้งธนาคารและ หนี้ของสถาบันการเงินต่างๆ ที่รู้จักกันในนามของ “นอนแบงก์ (NON-BANK)” และได้หมุนเงินไปมาระหว่างบัตรจนเงินตึงมือและไม่มีทางออก จนจำต้องหันหน้าเข้า สู่วงจรอุบาทว์ของหนี้นอกระบบที่ติดโฆษณาชวนเชื่อตามเสาไฟฟ้าหรือตู้ โทรศัพท์ ซึ่งเงินกู้เหล่านี้จะมีดอกเบี้ยสูงมาก แต่ในเมื่อผู้บริโภคไม่มีทางเลือกก็จำเป็นต้องยอมรับข้อตกลงที่ แสนเอาเปรียบ ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยที่แพงมหาโหดซึ่งบางแห่งคิดเป็นรายวัน! สัญญาที่ไม่เป็นธรรม การตุกติกลักไก่เพื่อเอาเปรียบในทุกประตูที่ทำได้ แถมการติดตามทวงหนี้ที่บางเจ้าเอากันถึงขนาดข่มขู่หรือทำร้ายกัน จนเลือดตกยางออก
“จริงๆ แล้วพวกหนี้นอกระบบเหล่านี้อยากจะประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยกันออกปราบปรามจับมาลงโทษตามกฎหมาย เพราะเป็นธุรกิจที่อาศัยความเดือดร้อนของผู้บริโภคหากำไรเกินควร เข้ากระเป๋าตนเอง”
ตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทยยังแนะนำต่ออีกด้วยว่า หากเลือกได้ไม่ควรไปใช้บริการของหนี้นอกระบบเหล่านี้ แต่หากเลือกไม่ได้ สิ่งที่ควรทำก็คือต้องอ่านเอกสารสัญญาให้ถี่ถ้วนไม่ว่าเอกสารนั้น จะมีความยาวหลายหน้ากระดาษก็ตาม
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การหลอกล่อให้ลงชื่อในกระดาษเปล่า ซึ่งผู้บริโภคไม่ควรหลงเชื่อลงชื่อไปอย่างเด็ดขาด เพราะไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ หรือแม้จะเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากเกิดปัญหาและความยุ่งยากขึ้น เมื่อมีการลงลายเซ็นที่ยืนยันได้ว่าเป็นของจริง ศาลจะเชื่อตามหลักฐานว่าเป็นความยินยอมจากเจ้าตัวเองและทำให้ เสียเปรียบทางกฎหมาย
**นิติกรกรมบังคับคดีเผย ยุคนี้ถือว่ายืดหยุ่น
ทร ชาวพิจิตร นิติกรจากกรมบังคับคดี บอกว่า ปัจจุบันมีความอะลุ่มอล่วยในการบังคับยึดทรัพย์ของลูกหนี้มากขึ้นกว่า เมื่อก่อน โดยเฉพาะในเรื่องของการอายัดเงินเดือนที่ไม่ว่าจะติดหนี้มากแค่ไหน ก็จะมีอำนาจบังคับอายัดเงินเดือนใช้หนี้ได้เพียง30%ของเงินเดือน แถมหากลูกหนี้มีภาระมาก เช่นมีบุตรหลายคน ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ก็จะมีการพิจารณาลดหย่อนการอายัดได้อีกด้วย
“ก่อนหน้าหนี้การอายัดทรัพย์สินถือว่าค่อนข้างโหด เวลายึดนี่ยึดกันชนิดหมดตัวเหลือกันแต่บ้านเปล่าๆ แต่สมัยนี้ทางกรมบังคับคดีมีนโยบายดูแลลูกหนี้ด้วย ไม่ใช่ว่าจะตั้งหน้าตั้งตายึดอย่างเดียว แต่จะดูแลให้ลูกหนี้พออยู่ได้ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถมีสินทรัพย์และทุนทรัพย์พอที่จะเป็นทุนรอน ในการลืมตาอ้าปาก หาเงินมาใช้หนี้แก่เจ้าหนี้ได้
โดยเฉพาะในส่วนของเงินเดือนที่ก่อนหน้านี้ยึดกันแทบหมดตัว แต่เดี๋ยวนี้กรมบังคับคดีจะสามารถอายัดเงินเดือนของลูกหนี้ เพื่อคืนแก่เจ้าหนี้ได้มากที่สุดเพียง30%ของเงินเดือนเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้ลูกหนี้และครอบครัวสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และหากลูกหนี้มีภาระต้องรับผิดชอบ เช่น มีลูกเยอะ มีพ่อแม่ที่แก่แล้วต้องดูแล อย่างนี้ทางกรมฯ ก็จะมีการพิจารณาลดหย่อนเปอร์เซ็นต์การอายัดเงินเดือนลงให้อีกด้วย”
นิติกรจากกรมบังคับคดีกล่าวต่อไปอีกว่า อีกหนึ่งปัญหาที่ลูกหนี้ต้องประสบก็คือการที่เจ้าหนี้หรือผู้ รับทวงหนี้ปลอมแปลงเอกสารหนังสือของกรมบังคับคดีเพื่อบังคับอายัดเงินเดือน หรือทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งในส่วนนี้อยากแนะนำว่าหากลูกหนี้พบกรณีแบบนี้สามารถ แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาผิดได้ทันที
** นักจิตฯแนะ “ยิ้มรับหนี้”
สำหรับบรรยากาศในวันเปิดตัวชมรมฯ แม้จะเลือกเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นวันเปิดตัว ก็ยังคงมีประชาชนผู้มีหนี้เป็นจำนวนกว่าร้อยคน เดินทางไปร่วมงานและได้ซักถามปัญหาต่างๆ ที่พบเจอจากการมีหนี้สิน และมีไม่น้อยที่เกิดความเครียดจากการเป็นหนี้
สุพรรณี ภู่กำชัย นักวิชาการสาธารณสุขด้านจิตวิทยา กรมสุขภาพจิต ได้แนะนำว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการตั้งสติและยอมรับกับสภาพความเป็น จริงที่เกิดขึ้น แต่ต้องพยายามจัดลำดับความคิดให้ดี อย่าสับสนหรือท้อแท้ และต้องมีทัศนคติเชิงบวกเพื่อเป็นการให้กำลังใจตนเอง
“ภาวะไม่มีสตางค์เป็นเรื่องปกติ แต่ภาวะไม่มีสตินั้นเป็นปัญหาใหญ่ ปัญหาของคนเราไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน อย่างแรกที่ต้องทำคือการจัดระบบความคิดและการจัดลำดับความคิด โดยส่วนตัวเห็นด้วยและรู้สึกดีกับการก่อตั้งชมรมฯ นี้ เพราะบางครั้งการเป็นหนี้ที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีทางออกหรือไม่ มีทางเดินจนเกิดความท้อแท้นั้น ทางแก้อาจจะเป็นเพียงเส้นผมที่บังภูเขา แต่ตอนที่ชีวิตวิกฤต เราอาจจะมองไม่เห็น แต่ถ้ามีเพื่อน มีกัลยาณมิตรที่ดี มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ก็จะช่วยให้เรารู้ว่าไม่ได้มีเราคนเดียวที่กำลังแย่ แต่มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่กำลังต่อสู้กับปัญหา ทำให้เราเกิดกำลังใจ ทั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่องทาง ทางออกในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นประโยชน์มาก” สุพรรณีกล่าว
**ปธ.ชมรมฯยันไม่ได้หาช่องช่วยหนีหนี้
และแม้จะมีกระแสโดยอ้อมจากหลายๆ คนที่ไม่ได้เป็นหนี้ มองชมรมฯด้วยเชิงลบ และกระแสโดยตรงจากบรรดาเจ้าหนี้ที่หลายรายถึงกับยกหู โทรศัพท์มาด่าทอว่าชมรมฯดังกล่าวเปิดขึ้นเพื่อช่วยให้คนสร้างหนี้ทั้ง หลายหาช่องหนีหนี้ที่ตนเองได้ก่อไว้
ในส่วนนี้ สาโรจน์ในฐานะผู้ริเริ่มแนวคิด และประธานชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลได้ชี้แจงเอาไว้ อย่างชัดเจนว่า ชมรมฯ ที่ตั้งขึ้นนี้ไม่ได้สนับสนุนให้คนเป็นหนี้ และไม่ใช่ช่วยเหลือให้คำปรึกษาให้คนมีหนี้หนีหนี้แต่ประการใด หากแต่เป็นความตั้งใจที่จะช่วยเหลือเพื่อนหัวอกเดียวกัน ที่มีปัญหาหนี้สินกับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีปัญหา และยังขาดความรู้ในแง่กฎหมาย ซึ่งทำให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าหนี้
“ตั้งแต่เราเริ่มรวมตัวในอินเทอร์ เน็ตก็ถูกโจมตีจากทั้งประชาชนทั่วไปที่ไม่มีหนี้ ที่มองเราว่าพวกเราเป็นพวกฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ใช้เงินเกินตัวจนต้องไปกู้หนี้ยืมสินแล้วไม่มีปัญญาใช้ อันนี้ผมก็ยอมรับคนที่เป็นหนี้ด้วยการฟุ้งเฟ้อก็มี แต่เราถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่จะเป็นสิทธิของเขาที่จะ มีจุดประสงค์ของการนำเงินกู้ไปทำอะไร แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เป็นหนี้เป็นสินเพราะความจำเป็นบังคับ ซึ่งลูกหนี้เหล่านี้ประสบปัญญาหลักๆ 2 ประการคือการขาดความรู้ด้านกฎหมายหนี้สิน ทำให้เจ้าหนี้เอาเปรียบ พยายามเรียกเก็บหนี้จนเขาไม่สามารถจะดำรงชีวิตอยู่ได้ คือมีเงินเท่าไหร่ก็ต้องจ่ายหนี้หมด ทั้งที่กรมบังคับคดีก็มีกฎว่าเจ้าหน้าที่แจ้งอายัดเงินเดือนได้เพียง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่บางคนไม่รู้ ในส่วนนี้ก็ยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องจ่ายเจ้าหนี้แทบเต็มจำ นวนเงินเดือนจนตนเองไม่มีเงินใช้”
“ที่เราพยายามจะทำก็คือให้ คำปรึกษา หาช่องทางให้คนเหล่านี้มีที่ยืนหยุดพัก และมีแรงมีกำลังพอจะหาเงินมาใช้หนี้ได้ใหม่ ให้ชีวิตลืมตาอ้าปากได้ แต่เจ้าหนี้ก็โทรมาด่าเรานะ หาว่าเราหาช่องให้ลูกหนี้จ่ายหนี้ได้น้อยลง ทำให้รายได้ของเขาแต่ละเดือนลดลงด้วยแต่ที่ยืนยันอย่างที่สุดคือ ทุกคำแนะนำของเราจะเป็นการแนะนำให้หาทางออกแบบถูกกฎหมายทั้งนั้น ครับ” สาโรจน์ยืนยันทิ้งท้าย
########################
เรื่อง...เจิมใจ แย้มผกา
ผู้จัดการรายวัน
ทำไมคนที่เรารักมากที่สุด.. เรากลับเกรงใจน้อยที่สุด
ทำไมคนที่เรารักมากที่สุด.. เรากลับเกรงใจน้อยที่สุด
เชื่อว่าหลายๆ คนคงเป็นกันเหมือนกัน เรายอมอ่อนน้อมถ่อมตน พูดเพราะ
เข้าใจอะไรง่ายๆ กับ "คนอื่น" แต่กับคนที่เรารัก..แน่นอน..
ว่าเราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด
แต่บางครั้ง..เราก็เผลอเมินเฉยกับอารมณ์ของเขา
โดยเอาอารมณ์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง เราเกรงใจคนแปลกหน้า..
ที่เขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับเราเลย
แต่กับคนที่เขาแคร์เราและเราแคร์เขามากๆ ..
บางครั้งเราก็ทำอะไรโดยไม่เกรงใจเขา
ฉันไม่ได้พูดเฉพาะกับคนที่เป็นแฟนกันเท่านั้นนะ..
ยังรวมถึงพ่อแม่เราด้วย .........
เราทำดี..พูดดี..กับใครได้หลายคน.. แต่กับคนที่เราเรียกว่า
"คนกันเอง" เรากลับไม่ค่อยได้ทำอะไรให้เขาปลื้มใจ..
หรือแคร์อารมณ์เขาเลย เหมือนอย่างบางคนระยะจีบกัน..
เอาอกเอาใจสารพัด พอเป็นแฟนกันแล้ว..
ฝ่ายหญิงกลับรู้สึกว่าฝ่ายชาย "เอาใจ" น้อยลง แต่ "เอาแต่ใจ"
ตัวเองมากขึ้น คำพูดหวานๆ บางคำ..ลาตายจากไป แม้เขาจะพูดว่า..
อยู่กับเราเขาเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เพราะไว้ใจเราที่สุด
........... แต่ความรัก.. นอกจากจะเป็นการถ่ายเท
ความเป็นตัวของตัวเองแล้ว ก็น่าจะมีการถ่ายเท
ความอ่อนโยน..ความเอาใจใส่.. และดูแลซึ่งกันและกันพ่วงไปด้วย
.......... ฉันอยากให้คนที่รักกัน.. มองอีกฝ่ายว่าเป็น
"คนพิเศษ" เพราะน้อยคนนักที่จะเกิดมาให้เรารักได้อย่างนี้
สิ่งที่ปฏิบัติต่อกัน.. ก็ควรจะมีความพิเศษ..เหนือคนอื่น
พิเศษทั้งการให้และการรับ..
เป็นความพิเศษที่ทำให้หัวใจทั้งสองฝ่ายอิ่มเอม แล้วลองตอบคำถามซิว่า..
ระหว่างคนแปลกหน้ากับคนพิเศษ... เรามองหาใคร?
เชื่อว่าหลายๆ คนคงเป็นกันเหมือนกัน เรายอมอ่อนน้อมถ่อมตน พูดเพราะ
เข้าใจอะไรง่ายๆ กับ "คนอื่น" แต่กับคนที่เรารัก..แน่นอน..
ว่าเราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด
แต่บางครั้ง..เราก็เผลอเมินเฉยกับอารมณ์ของเขา
โดยเอาอารมณ์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง เราเกรงใจคนแปลกหน้า..
ที่เขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับเราเลย
แต่กับคนที่เขาแคร์เราและเราแคร์เขามากๆ ..
บางครั้งเราก็ทำอะไรโดยไม่เกรงใจเขา
ฉันไม่ได้พูดเฉพาะกับคนที่เป็นแฟนกันเท่านั้นนะ..
ยังรวมถึงพ่อแม่เราด้วย .........
เราทำดี..พูดดี..กับใครได้หลายคน.. แต่กับคนที่เราเรียกว่า
"คนกันเอง" เรากลับไม่ค่อยได้ทำอะไรให้เขาปลื้มใจ..
หรือแคร์อารมณ์เขาเลย เหมือนอย่างบางคนระยะจีบกัน..
เอาอกเอาใจสารพัด พอเป็นแฟนกันแล้ว..
ฝ่ายหญิงกลับรู้สึกว่าฝ่ายชาย "เอาใจ" น้อยลง แต่ "เอาแต่ใจ"
ตัวเองมากขึ้น คำพูดหวานๆ บางคำ..ลาตายจากไป แม้เขาจะพูดว่า..
อยู่กับเราเขาเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เพราะไว้ใจเราที่สุด
........... แต่ความรัก.. นอกจากจะเป็นการถ่ายเท
ความเป็นตัวของตัวเองแล้ว ก็น่าจะมีการถ่ายเท
ความอ่อนโยน..ความเอาใจใส่.. และดูแลซึ่งกันและกันพ่วงไปด้วย
.......... ฉันอยากให้คนที่รักกัน.. มองอีกฝ่ายว่าเป็น
"คนพิเศษ" เพราะน้อยคนนักที่จะเกิดมาให้เรารักได้อย่างนี้
สิ่งที่ปฏิบัติต่อกัน.. ก็ควรจะมีความพิเศษ..เหนือคนอื่น
พิเศษทั้งการให้และการรับ..
เป็นความพิเศษที่ทำให้หัวใจทั้งสองฝ่ายอิ่มเอม แล้วลองตอบคำถามซิว่า..
ระหว่างคนแปลกหน้ากับคนพิเศษ... เรามองหาใคร?
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
