วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2550
Microsoft Virtual PC 2007
ผมว่าที่ให้มาฟรีนี่น่าจะเพื่อหวังโค่น VMWare นะเพราะ VMWare นั้นกินตลาดทางด้านนี้อยู่มากโดยเฉพาะ ระดัง Enterpriหe นี่ Virtual PC คงจะเจาะยาก เหตุผลสำคัญก็คือเรื่องของประสิทธิภาพที่คงทำให้สู้ VMWare ได้ยากมาก ที่สำคัญคือตอนที่เราต้องติดตั้ง OS ใหม่ (สร้าง VHD ไฟล์) ใน Virtual PC นี่มันจะช้ามากครับ
แต่ยังไงก็ฟรีถ้าอยากทดลองใช้ก็ไป Download เอาที่ลิงค์ด้านล่างแล้วกันครับ
Microsoft Virtual PC 2007.exe (30.41 MB)
วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2550
ซอฟต์แวร์อัจฉริยะจำทะเบียนรถเองได้ไม่ต้องใช้คน
ท่ามกลางโลกแห่งการสื่อสาร ซึ่งเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไปไม่รู้จบ สอดคล้องกับวิถีที่ผู้คนต้องรีบเร่งและแข่งขันกับเวลา ปฏิเสธไม่ได้ที่ชีวิตของพวกเขาจะต้องเกี่ยวพันกับการเดินทางอยู่เสมอๆ ด้วย โดยจะดีไม่น้อยเลยหากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นนี้จะได้อำนวยความสะดวกสบายให้แก่การสัญจรไปมาของผู้คนด้วย
หนึ่งในนั้นคือ “โปรแกรมอ่านป้ายทะเบียนรถ” โดยนายเปรมนาถ ดูเบ จากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ที่จะช่วยยกระดับ “เทคโนโลยีการจราจรอัจฉริยะ” ไปอีกขั้น
นายเปรมนาถ เล่าว่า ในปัจจุบันการตรวจสอบรถราที่เข้าออกในสถานที่ต่างๆ เช่น ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่สำคัญต่างๆ นั้น ยังขาดระบบจัดเก็บและสร้างฐานข้อมูลที่จะช่วยตรวจสอบรถที่เข้าออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ว่าเช่นนั้นก็เพราะยังขาดโปรแกรมที่สามารถใช้งานได้สอดคล้องกับความต้องการนั่นเอง
ตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันที่ระบบการเก็บข้อมูลรถราที่เข้าออกสถานที่ เรายังสามารถเก็บได้เพียงภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิด หรือภาพนิ่งจากกล้องถ่ายรูปดิจิตอลเท่านั้น จึงไม่สามารถตอบสนองความต้องการใช้งานข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นนัก กล่าวคือจะไม่มีทั้งข้อมูลทะเบียนรถ และเวลาที่เข้าและออกจากสถานที่ซึ่งจะสามารถดึงออกมาใช้งานได้ทันที
ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุรถหาย หรือต้องการติดตามรถที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย เจ้าหน้าที่จึงต้องมาไล่ค้นหาข้อมูลจากกล้องวงจรปิดหรือภาพนิ่งทีละภาพๆ ซึ่งกินเวลานานเกินไป แทนที่จะสืบค้นในฐานข้อมูลด้วยเวลาเพียงไม่กี่วินาที
ทว่า สำหรับโปรแกรม “อ่านป้ายทะเบียนรถ” (License Plate Recognition System: LPR) ที่ได้พัฒนาขึ้น จะทำให้คอมพิวเตอร์ค้นหาตำแหน่งของป้ายทะเบียนรถได้เอง พร้อมทั้งมีระบบรู้จำที่ช่วยแปลงข้อมูลตัวอักษรจากภาพด้วยโปรแกรมโอซีอาร์มาเป็นตัวหนังสือที่สามารถจัดเก็บในฐานข้อมูลเพื่อง่ายแก่การสืบค้นได้ทันที โดยใช้เพียงอุปกรณ์ง่ายๆ คือเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อพ่วงเข้ากับกล้องวงจรปิด พร้อมด้วยโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น เพื่อให้ระบบสามารถจัดเก็บและสร้างฐานข้อมูลของรถที่เข้าและออกจากสถานที่ได้ตลอดเวลา
นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังอาจพ่วงระบบดังกล่าวเข้ากับระบบที่กั้นรถในที่จอดรถได้ด้วย ซึ่งแต่ละครั้งที่มีรถเข้าและออก คอมพิวเตอร์ก็จะเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูล และควบคุมให้ที่กั้นรถเปิดให้รถผ่านเองได้โดยปลอดคนควบคุม ซึ่งเวลานี้ โปรแกรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการทำงานราว 95% สามารถรู้จำตัวอักษรภาษาไทย “ก -ฮ” และตัวเลขอารบิก “0 -9” ได้แล้ว
\ขณะที่ประโยชน์การใช้สอยโปรแกรมดังกล่าว นายเปรมนาถ แจกแจงว่า โปรแกรมดังกล่าวสามารถนำไปปรับใช้ในงานควบคุมหลายด้านคือ ใช้ในการจัดการที่จอดรถอัตโนมัติ การบันทึกเวลาเข้าและออกเพื่อคำนวณค่าจอดรถโดยไม่เกิดการรั่วไหล และการจำแนกรถราที่เข้าออกอาคารว่าเป็นรถภายในหรือรถของบุคคลภายนอก
\รวมถึงการรักษาความปลอดภัย การติดตามรถที่หายหรือรถที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย และทำให้เกิดความประหยัดในการจัดการที่จอดรถ โดยจากความก้าวหน้านี่เอง นักวิจัยรายนี้ยังบอกด้วยว่า เขายังได้พัฒนาต่อไปให้โปรแกรมมีความอัจฉริยะมากขึ้น พร้อมๆ กับตอนนี้ได้มีห้างร้านเอกชนเข้ามาติดต่อทางเนคเทคเพื่อขอนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้แทนระบบการจัดการที่จอดรถแบบเก่าแล้วด้วย
\สำหรับผู้สนใจความก้าวหน้าในระบบจราจรอัจฉริยะชิ้นนี้ สามารถเข้าชมด้วยตัวเองได้ในงาน "บางกอก มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 28" ระหว่างวันที่ 30 มี.ค –8 เม.ย. ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ
ผู้จัดการออนไลน์
วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2550
ชมรมคนเป็น “หนี้”
28 มีนาคม 2550 18:16 น.“หนี้” คำสั้นๆ ที่ทรงอิทธิพลต่อชีวิตของผู้เป็นเจ้าของ เชื่อแน่ว่าหากเลือกได้แล้วร้อยทั้งร้อยคนทุกผู้ทุกนามย่อมไม่ พึงประสงค์ที่จะมีมันเอาไว้ในครอบครองเป็นแน่ หากแต่สำหรับหลายคนที่มีจำนวนรายจ่ายมากกว่ารายรับ แม้จะไม่เต็มใจในการที่จะต้องไปกู้หนี้ยืมสิน แต่ก็จำเป็นต้องทำเพื่อความอยู่รอดของตนเอง และครอบครัว
ยิ่งในยุคนี้สมัยนี้ที่ค่าครองชีพสูงขึ้นแต่ฐานเงินเดือนของคนทำ งานระดับกลางค่อนข้างต่ำยังไม่มีการปรับขึ้นให้พอดีสมดุลกัน ยิ่งทำให้เกิดการกู้ยืมเงินมากขึ้น ซึ่งความต้องการในส่วนนี้ส่งผลให้สถาบันการเงินต่างๆ ทั้งในรูปแบบของแบงก์ และนอนแบงก์ได้ผุดโปรโมชันใหม่ๆ ทั้งเดบิต เครดิต สินเชื่อรูปแบบต่างๆ มากมาย หลากหลายสิทธิประโยชน์ที่ทั้งสถาบันฯ พยายามชวนเชื่อว่าเป็นการกู้ยืมที่ผู้บริโภคจะเสียเปรียบน้อยที่สุด ทำให้ขณะนี้ข้อมูลล่าสุดของผู้ที่มีหนี้สินในประเทศไทยนั้นอยู่ ที่ประมาณ 15 ล้านคน แบ่งเป็นผู้มีหนี้บัตรเครดิต 9 ล้านคน และหนี้สินเชื่ออีก 6 ล้านคน!!!
สุดท้ายบรรดาคนเป็นหนี้ทั้งหลายจึงต้องมารวมตัวกันและเปิด “ชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล” ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
**เปิดตัวชมรม “คนเป็นหนี้”
สาโรจน์ จิรธรรมกูล ประธานชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล อธิบายถึงหนทางสู่วงจรอุบาทว์ในการเป็นหนี้ โดยได้ยกประสบการณ์ส่วนตัวของตนเองให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เป็นคนทำงานคนหนึ่งที่มีรายได้ค่อนข้างดี คือประมาณเดือนละ 30,000 บาท ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องใช้บัตรเครดิต แต่ที่ทำเพราะมีเพื่อนชวนทำบ้าง มีพนักงานบัตรมาขอร้องให้ช่วยสมัครเพื่อทำยอดบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่บัตรเหล่านี้จะไม่เสียค่าใช้จ่ายเวลาทำ จึงได้ใจอ่อนช่วยทำเอาไว้ หรือเชื่อเพื่อนเมื่อเพื่อนชักชวน ทำให้มีบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรเงินด่วน ต่างๆ เหล่านี้อยู่ในกระเป๋ากว่า 10 ใบ โดยแทบทุกใบอนุมัติวงเงินให้ถึง 10 เท่าของเงินเดือน คือประมาณ 300,000 บาทต่อหนึ่งใบ
“เวลามีอยู่ในกระเป๋ามันก็อดไม่ได้ ที่จะรูด รูดไปรูดมาก็รู้สึกว่ามันสะดวกดี ตอนนั้นเราพอมีกำลังจ่ายผ่อนบิลที่เรียกมาทุกเดือนได้ ก็เลยไม่ได้เดือดร้อนอะไร ตอนหลังมาคิดอยากทำธุรกิจขายโทรศัพท์มือถือแต่ ไม่ประสบความสำเร็จ เงินเริ่มตึงมือ ก็หมุนบัตรโน้นมาจ่ายบัตรนี้ หนักเข้าเลยเป็นหนี้เต็มวงเงินทุกบัตร ก็เป็นล้านนะครับ”
สาโรจน์ เล่าต่ออีกว่า เหมือนตกนรกทั้งเป็นอยู่ 2 ปี กลับบ้านก็ไม่ได้เล่นกับลูกอย่างเคยเพราะเครียดหนักเรื่องหนี้สิน จนกระทั่งต้องมาระบายความอัดอั้นตันใจในเว็บบอร์ดของ “ผู้จัดการออนไลน์” เป็นกระทู้เล็กๆ กระทู้หนึ่งในบอร์ดนั้น แต่ปรากฏว่ามีคนเข้ามาให้คำปรึกษา พร้อมกับที่มีผู้ร่วมชะตาเดียวกันมาปรับทุกข์ด้วยเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการจุดประกายการสร้างสังคมของคนเป็นหนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และปรับทุกข์อันเกิดจากการเป็นหนี้ รวมถึงการหาทางออกให้กับชีวิตหนี้ของพวกเขา จึงเปิดเว็บไซต์ www.consumerthai.org/complinant_board1/index-php ขึ้น โดยปัจจุบันนี้มีกระทู้ในบอร์ดกว่า 20,000 กระทู้และมีสมาชิกชมรม 3,700 คน
เมื่อมีสมาชิกเยอะขึ้น และเห็นว่าควรทำกิจกรรมให้เป็นรูปธรรมมากกว่าการให้คำปรึกษาอยู่ แต่เฉพาะในโลกไซเบอร์เพียงอย่างเดียว การแถลงข่าวการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของชมรมฯ จึงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2550 ที่ผ่านมาเพื่อให้ผู้เดือดร้อนจากการเป็นหนี้ได้พบปะเห็นหน้า เห็นตา และรู้ถึงการมีอยู่ของชมรมฯ นี้
“จุดประสงค์หลักของชมรมเรามี 4 ข้อ คือ ต้องการช่วยเหลือผู้เป็นหนี้บัตรเครดิตและหนี้สินเชื่อส่วน บุคคลที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง แนะแนวการปลดหนี้อย่างเป็นระบบและถูกกฎหมาย เพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมายหนี้สิน และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการคิดดอกเบี้ยและ เกิดขอบเขตของการติดตามหนี้” สาโรจน์ระบุ
**“บัตรก่อหนี้” ซื้อง่าย จ่ายคล่อง
"จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจอยากทำบัตรเครดิต แต่เห็นของแถมมันน่ารักดี ค่าทำก็ถูก ก็เลยสมัคร"
"ผมไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องทำ แต่บางทีเพื่อนๆ มาชวนทำ หรือน้องเค้ามาหาลูกค้า ก็ช่วยทำไป"
"คือเราเป็นเจ้าของกิจการ ปกติใช้แต่เงินสด แต่มีเพื่อนทักว่าระดับนี้แล้วทำไมไม่ทำบัตรไว้บ้าง ก็เลยทำ"
"เห็นว่าฟรีค่าสมัคร แถมไม่ต้องจ่ายรายปี ก็เลยทำติดกระเป๋าไว้"
นี่คือตัวอย่างเหตุผลของหลากหลาย “ชีวิตหนี้” ที่ไม่ประสงค์จะออกนาม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงปฐมบทแห่งการทำบัตรเครดิตหลายคนไม่มีความจำ เป็นต้องทำ แต่ด้วยถูกชักชวนและเห็นถึงข้อดีที่ทางสถาบันการเงินชวนเชื่อใน เชิงว่าทำไว้ไม่เสียหายอะไร จึงตัดสินใจทำ
ที่น่าสังเกตในความเหมือนของคนเหล่านี้ คือ แม้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน แต่เมื่อทำบัตรเครดิตเอาไว้กับตัวแล้วก็อดที่จะใช้ รูดเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการต่างๆ ไม่ได้ เนื่องจากข้อดีเฉพาะหน้าของบัตรเหล่านี้คือสามารถเนรมิตให้ผู้ใช้ กลายเป็นเศรษฐีชั่วคราวได้ภายในพริบตา และสามารถใช้การ์ดพลาสติกได้เหมือนกับการใช้เงินฟ่อนใหญ่ เพื่อซื้อความสะดวกสบายจากสินค้าและบริการต่างๆ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยังคงหลงใหลได้ปลื้มไปกับ เจ้าบัตรเครดิตนี้อยู่
แต่เมื่อครบรอบวาระที่บิลค่าใช้จ่ายจากบัตรส่งตามมาเก็บถึง ที่บ้าน หลายต่อหลายคนแทบถึงกับล้มตึงเมื่อเห็นตัวเลขที่ต้องจ่าย
ไหนจะค่าใช้ที่จ่ายไปจริง ค่าดอกเบี้ยรายเดือน ค่าบริการ แถมยังต้องมีค่าจ่ายเมื่อนำบิลไปจ่ายที่จุดรับจ่ายตามร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง หรือที่ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ และเมื่อเกิดภาวะฝืดเคืองของบัตร วงเงินบัตรใกล้เต็มก็ทำให้ต้องหันไปใช้บริการเพิ่มด้วยการกู้บัตร อื่นเพิ่มขึ้นเพื่อเอามาโปะบัตรที่ใกล้เต็มวงเงิน เป็นการสร้างหนี้ทวีคูณขึ้นไปแบบนี้เรื่อยๆ จนไม่สามารถกู้เงินผ่านบัตรจากธนาคารหรือจากสถาบันการเงินได้ แล้ว ทำให้จำต้องหันหน้าไปพึ่งเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยสูง
**เป็นหนี้บัตรครบหันซบหนี้เถื่อน
นิรมล อัศวมณี ตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความน่ากลัวของหนี้นอกระบบว่า มีผู้ที่เป็นหนี้เป็นจำนวนมากที่เป็นหนี้ทั้งธนาคารและ หนี้ของสถาบันการเงินต่างๆ ที่รู้จักกันในนามของ “นอนแบงก์ (NON-BANK)” และได้หมุนเงินไปมาระหว่างบัตรจนเงินตึงมือและไม่มีทางออก จนจำต้องหันหน้าเข้า สู่วงจรอุบาทว์ของหนี้นอกระบบที่ติดโฆษณาชวนเชื่อตามเสาไฟฟ้าหรือตู้ โทรศัพท์ ซึ่งเงินกู้เหล่านี้จะมีดอกเบี้ยสูงมาก แต่ในเมื่อผู้บริโภคไม่มีทางเลือกก็จำเป็นต้องยอมรับข้อตกลงที่ แสนเอาเปรียบ ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยที่แพงมหาโหดซึ่งบางแห่งคิดเป็นรายวัน! สัญญาที่ไม่เป็นธรรม การตุกติกลักไก่เพื่อเอาเปรียบในทุกประตูที่ทำได้ แถมการติดตามทวงหนี้ที่บางเจ้าเอากันถึงขนาดข่มขู่หรือทำร้ายกัน จนเลือดตกยางออก
“จริงๆ แล้วพวกหนี้นอกระบบเหล่านี้อยากจะประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยกันออกปราบปรามจับมาลงโทษตามกฎหมาย เพราะเป็นธุรกิจที่อาศัยความเดือดร้อนของผู้บริโภคหากำไรเกินควร เข้ากระเป๋าตนเอง”
ตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทยยังแนะนำต่ออีกด้วยว่า หากเลือกได้ไม่ควรไปใช้บริการของหนี้นอกระบบเหล่านี้ แต่หากเลือกไม่ได้ สิ่งที่ควรทำก็คือต้องอ่านเอกสารสัญญาให้ถี่ถ้วนไม่ว่าเอกสารนั้น จะมีความยาวหลายหน้ากระดาษก็ตาม
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การหลอกล่อให้ลงชื่อในกระดาษเปล่า ซึ่งผู้บริโภคไม่ควรหลงเชื่อลงชื่อไปอย่างเด็ดขาด เพราะไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ หรือแม้จะเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากเกิดปัญหาและความยุ่งยากขึ้น เมื่อมีการลงลายเซ็นที่ยืนยันได้ว่าเป็นของจริง ศาลจะเชื่อตามหลักฐานว่าเป็นความยินยอมจากเจ้าตัวเองและทำให้ เสียเปรียบทางกฎหมาย
**นิติกรกรมบังคับคดีเผย ยุคนี้ถือว่ายืดหยุ่น
ทร ชาวพิจิตร นิติกรจากกรมบังคับคดี บอกว่า ปัจจุบันมีความอะลุ่มอล่วยในการบังคับยึดทรัพย์ของลูกหนี้มากขึ้นกว่า เมื่อก่อน โดยเฉพาะในเรื่องของการอายัดเงินเดือนที่ไม่ว่าจะติดหนี้มากแค่ไหน ก็จะมีอำนาจบังคับอายัดเงินเดือนใช้หนี้ได้เพียง30%ของเงินเดือน แถมหากลูกหนี้มีภาระมาก เช่นมีบุตรหลายคน ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ก็จะมีการพิจารณาลดหย่อนการอายัดได้อีกด้วย
“ก่อนหน้าหนี้การอายัดทรัพย์สินถือว่าค่อนข้างโหด เวลายึดนี่ยึดกันชนิดหมดตัวเหลือกันแต่บ้านเปล่าๆ แต่สมัยนี้ทางกรมบังคับคดีมีนโยบายดูแลลูกหนี้ด้วย ไม่ใช่ว่าจะตั้งหน้าตั้งตายึดอย่างเดียว แต่จะดูแลให้ลูกหนี้พออยู่ได้ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถมีสินทรัพย์และทุนทรัพย์พอที่จะเป็นทุนรอน ในการลืมตาอ้าปาก หาเงินมาใช้หนี้แก่เจ้าหนี้ได้
โดยเฉพาะในส่วนของเงินเดือนที่ก่อนหน้านี้ยึดกันแทบหมดตัว แต่เดี๋ยวนี้กรมบังคับคดีจะสามารถอายัดเงินเดือนของลูกหนี้ เพื่อคืนแก่เจ้าหนี้ได้มากที่สุดเพียง30%ของเงินเดือนเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้ลูกหนี้และครอบครัวสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และหากลูกหนี้มีภาระต้องรับผิดชอบ เช่น มีลูกเยอะ มีพ่อแม่ที่แก่แล้วต้องดูแล อย่างนี้ทางกรมฯ ก็จะมีการพิจารณาลดหย่อนเปอร์เซ็นต์การอายัดเงินเดือนลงให้อีกด้วย”
นิติกรจากกรมบังคับคดีกล่าวต่อไปอีกว่า อีกหนึ่งปัญหาที่ลูกหนี้ต้องประสบก็คือการที่เจ้าหนี้หรือผู้ รับทวงหนี้ปลอมแปลงเอกสารหนังสือของกรมบังคับคดีเพื่อบังคับอายัดเงินเดือน หรือทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งในส่วนนี้อยากแนะนำว่าหากลูกหนี้พบกรณีแบบนี้สามารถ แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาผิดได้ทันที
** นักจิตฯแนะ “ยิ้มรับหนี้”
สำหรับบรรยากาศในวันเปิดตัวชมรมฯ แม้จะเลือกเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นวันเปิดตัว ก็ยังคงมีประชาชนผู้มีหนี้เป็นจำนวนกว่าร้อยคน เดินทางไปร่วมงานและได้ซักถามปัญหาต่างๆ ที่พบเจอจากการมีหนี้สิน และมีไม่น้อยที่เกิดความเครียดจากการเป็นหนี้
สุพรรณี ภู่กำชัย นักวิชาการสาธารณสุขด้านจิตวิทยา กรมสุขภาพจิต ได้แนะนำว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการตั้งสติและยอมรับกับสภาพความเป็น จริงที่เกิดขึ้น แต่ต้องพยายามจัดลำดับความคิดให้ดี อย่าสับสนหรือท้อแท้ และต้องมีทัศนคติเชิงบวกเพื่อเป็นการให้กำลังใจตนเอง
“ภาวะไม่มีสตางค์เป็นเรื่องปกติ แต่ภาวะไม่มีสตินั้นเป็นปัญหาใหญ่ ปัญหาของคนเราไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน อย่างแรกที่ต้องทำคือการจัดระบบความคิดและการจัดลำดับความคิด โดยส่วนตัวเห็นด้วยและรู้สึกดีกับการก่อตั้งชมรมฯ นี้ เพราะบางครั้งการเป็นหนี้ที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีทางออกหรือไม่ มีทางเดินจนเกิดความท้อแท้นั้น ทางแก้อาจจะเป็นเพียงเส้นผมที่บังภูเขา แต่ตอนที่ชีวิตวิกฤต เราอาจจะมองไม่เห็น แต่ถ้ามีเพื่อน มีกัลยาณมิตรที่ดี มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ก็จะช่วยให้เรารู้ว่าไม่ได้มีเราคนเดียวที่กำลังแย่ แต่มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่กำลังต่อสู้กับปัญหา ทำให้เราเกิดกำลังใจ ทั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำช่องทาง ทางออกในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นประโยชน์มาก” สุพรรณีกล่าว
**ปธ.ชมรมฯยันไม่ได้หาช่องช่วยหนีหนี้
และแม้จะมีกระแสโดยอ้อมจากหลายๆ คนที่ไม่ได้เป็นหนี้ มองชมรมฯด้วยเชิงลบ และกระแสโดยตรงจากบรรดาเจ้าหนี้ที่หลายรายถึงกับยกหู โทรศัพท์มาด่าทอว่าชมรมฯดังกล่าวเปิดขึ้นเพื่อช่วยให้คนสร้างหนี้ทั้ง หลายหาช่องหนีหนี้ที่ตนเองได้ก่อไว้
ในส่วนนี้ สาโรจน์ในฐานะผู้ริเริ่มแนวคิด และประธานชมรมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลได้ชี้แจงเอาไว้ อย่างชัดเจนว่า ชมรมฯ ที่ตั้งขึ้นนี้ไม่ได้สนับสนุนให้คนเป็นหนี้ และไม่ใช่ช่วยเหลือให้คำปรึกษาให้คนมีหนี้หนีหนี้แต่ประการใด หากแต่เป็นความตั้งใจที่จะช่วยเหลือเพื่อนหัวอกเดียวกัน ที่มีปัญหาหนี้สินกับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีปัญหา และยังขาดความรู้ในแง่กฎหมาย ซึ่งทำให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าหนี้
“ตั้งแต่เราเริ่มรวมตัวในอินเทอร์ เน็ตก็ถูกโจมตีจากทั้งประชาชนทั่วไปที่ไม่มีหนี้ ที่มองเราว่าพวกเราเป็นพวกฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ใช้เงินเกินตัวจนต้องไปกู้หนี้ยืมสินแล้วไม่มีปัญญาใช้ อันนี้ผมก็ยอมรับคนที่เป็นหนี้ด้วยการฟุ้งเฟ้อก็มี แต่เราถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่จะเป็นสิทธิของเขาที่จะ มีจุดประสงค์ของการนำเงินกู้ไปทำอะไร แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เป็นหนี้เป็นสินเพราะความจำเป็นบังคับ ซึ่งลูกหนี้เหล่านี้ประสบปัญญาหลักๆ 2 ประการคือการขาดความรู้ด้านกฎหมายหนี้สิน ทำให้เจ้าหนี้เอาเปรียบ พยายามเรียกเก็บหนี้จนเขาไม่สามารถจะดำรงชีวิตอยู่ได้ คือมีเงินเท่าไหร่ก็ต้องจ่ายหนี้หมด ทั้งที่กรมบังคับคดีก็มีกฎว่าเจ้าหน้าที่แจ้งอายัดเงินเดือนได้เพียง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่บางคนไม่รู้ ในส่วนนี้ก็ยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องจ่ายเจ้าหนี้แทบเต็มจำ นวนเงินเดือนจนตนเองไม่มีเงินใช้”
“ที่เราพยายามจะทำก็คือให้ คำปรึกษา หาช่องทางให้คนเหล่านี้มีที่ยืนหยุดพัก และมีแรงมีกำลังพอจะหาเงินมาใช้หนี้ได้ใหม่ ให้ชีวิตลืมตาอ้าปากได้ แต่เจ้าหนี้ก็โทรมาด่าเรานะ หาว่าเราหาช่องให้ลูกหนี้จ่ายหนี้ได้น้อยลง ทำให้รายได้ของเขาแต่ละเดือนลดลงด้วยแต่ที่ยืนยันอย่างที่สุดคือ ทุกคำแนะนำของเราจะเป็นการแนะนำให้หาทางออกแบบถูกกฎหมายทั้งนั้น ครับ” สาโรจน์ยืนยันทิ้งท้าย
########################
เรื่อง...เจิมใจ แย้มผกา
ผู้จัดการรายวัน
อภินิหารจตุคามรามเทพ
![]() |
| อภินิหารจต |
ระวังแก๊งลักเด็กช่วงปิดเทอม ล่าสุดออกอาละวาด ที่สุพรรณบุรี
2 เม.ย. 50 - 16:45
นพ।พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าววันนี้ (2เม.ย.) ถึงปัญหาเด็กหายโดยแก๊งลักเด็ก เพื่อนำไปค้ามนุษย์และขายแรงงานว่า เป็นปัญหาสำคัญที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมี แต่มีจริง และไม่มีแนวโน้มหมดไป จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยอาศัยความร่วมมือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการติดตามคนหายกลับมา โดยได้หารือเบื้องต้นกับตำรวจท้องที่ ว่าจะต้องปรับให้มีความรวดเร็วและประสานกับเครือข่ายสังคม เช่น ถ้ามีกรณีเด็กหาย จะประสานศูนย์ประชาบดีของ พม.อย่างไร และต้องมีประกาศเด็กหาย โดยติดรูปที่ตามโรงพัก และสื่อต่าง ๆ ทั้งนี้ ในวันที่ 9 เมษายนนี้ พม. จะจัดประชุมปัญหาแก๊งลักเด็ก เพื่อจุดประกายให้สังคมตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา พร้อมทั้งหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ จากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า ตั้งแต่ปี 2547 มีเด็กสูญหายจำนวน 755 ราย เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีมากที่สุด ช่วงเวลาเกิดขึ้นมากในช่วงปิดเทอม ซึ่งเฉพาะปี 2549 มีเด็กสูญหายไป 82 ราย และในช่วงปิดเทอมตั้งแต่ตุลาคม 2549-มีนาคม 2550 เด็กหายไปแล้ว 14 ราย ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วันนี้ ผู้ปกครองนักเรียน อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี นำเด็กนักเรียนหญิง จำนวน 7 คน เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนตำรวจภูธร อำเภอศรีประจันต์ โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา ขณะเด็กนักเรียนทั้ง 7 คน เดินทางไปโรงเรียน วัดวังพลับใต้ ตำบลมดแดง อำเภอศีรประจันต์ มีรถตู้สีขาวคาดดำไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ด้านหน้ารถเขียนคำว่า รถรับส่งนักเรียน พยายามชักชวนให้ขึ้นรถ แต่เด็กทั้งหมดกลัวว่าจะเป็นรถตู้จับเด็กจึงวิ่งหนีมาเล่าให้ผู้ปกครองฟัง เมื่อแจ้งไปยังหมายเลข 191 เพื่อให้ตำรวจตรวจสอบรถตู้คันดังกล่าว ได้รับคำตอบว่าจะให้ทำอย่างไร เบื้องต้นพนักงานสอบสวน ยังไม่รับแจ้งความเนื่องจากต้องตรวจสอบรายละเอียด เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่เชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากเด็กทั้ง 7 คนให้การตรงกัน ขณะที่ทางโรงเรียนได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองระวังขบวนการลักเด็กช่วงปิดภาคเรียน
ไทยรัฐ
ทำไมคนที่เรารักมากที่สุด.. เรากลับเกรงใจน้อยที่สุด
เชื่อว่าหลายๆ คนคงเป็นกันเหมือนกัน เรายอมอ่อนน้อมถ่อมตน พูดเพราะ
เข้าใจอะไรง่ายๆ กับ "คนอื่น" แต่กับคนที่เรารัก..แน่นอน..
ว่าเราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุด
แต่บางครั้ง..เราก็เผลอเมินเฉยกับอารมณ์ของเขา
โดยเอาอารมณ์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง เราเกรงใจคนแปลกหน้า..
ที่เขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับเราเลย
แต่กับคนที่เขาแคร์เราและเราแคร์เขามากๆ ..
บางครั้งเราก็ทำอะไรโดยไม่เกรงใจเขา
ฉันไม่ได้พูดเฉพาะกับคนที่เป็นแฟนกันเท่านั้นนะ..
ยังรวมถึงพ่อแม่เราด้วย .........
เราทำดี..พูดดี..กับใครได้หลายคน.. แต่กับคนที่เราเรียกว่า
"คนกันเอง" เรากลับไม่ค่อยได้ทำอะไรให้เขาปลื้มใจ..
หรือแคร์อารมณ์เขาเลย เหมือนอย่างบางคนระยะจีบกัน..
เอาอกเอาใจสารพัด พอเป็นแฟนกันแล้ว..
ฝ่ายหญิงกลับรู้สึกว่าฝ่ายชาย "เอาใจ" น้อยลง แต่ "เอาแต่ใจ"
ตัวเองมากขึ้น คำพูดหวานๆ บางคำ..ลาตายจากไป แม้เขาจะพูดว่า..
อยู่กับเราเขาเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เพราะไว้ใจเราที่สุด
........... แต่ความรัก.. นอกจากจะเป็นการถ่ายเท
ความเป็นตัวของตัวเองแล้ว ก็น่าจะมีการถ่ายเท
ความอ่อนโยน..ความเอาใจใส่.. และดูแลซึ่งกันและกันพ่วงไปด้วย
.......... ฉันอยากให้คนที่รักกัน.. มองอีกฝ่ายว่าเป็น
"คนพิเศษ" เพราะน้อยคนนักที่จะเกิดมาให้เรารักได้อย่างนี้
สิ่งที่ปฏิบัติต่อกัน.. ก็ควรจะมีความพิเศษ..เหนือคนอื่น
พิเศษทั้งการให้และการรับ..
เป็นความพิเศษที่ทำให้หัวใจทั้งสองฝ่ายอิ่มเอม แล้วลองตอบคำถามซิว่า..
ระหว่างคนแปลกหน้ากับคนพิเศษ... เรามองหาใคร?
Good furniture
![]() |
| Good furniture |
เด็ก ป.5 ถูกรถตู้ไล่จับ โทรแจ้ง 191 ถูกย้อนจะให้ทำไง?
เด็ก ป.5 ถูกรถตู้ไล่จับ โทรแจ้ง 191 ถูกย้อนจะให้ทำไง? สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ ชาวบ้าน ต.มดแดง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ได้ร่ำลือกันว่า มีเด็กนักเรียน โรงเรียน วัดวังพลับใต้ หมู่ 7 ต.มดแดง เกือบตกเป็นเหยื่อแก๊งรถตู้ลักเด็ก แต่สามารถหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ผู้สื่อข่าวจึงรุดไปตรวจสอบข้อเท็จจริง
จากการสอบถาม ด.ญ.เอ (นามสมมุติ) นักเรียน ชั้น ป. 5 ผู้ประสบเหตุ เล่าให้ฟังว่า ช่วงเช้าวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างที่ตนขี่จักรยานกลับจากฟังผลสอบที่โรงเรียน ได้มีรถตู้ สีขาว จำตัวอักษรทะเบียนรถได้เพียง "พม" วิ่งมาจอดเทียบ จากนั้นได้มีชาย 3 คน ลงมาถามตนว่า "ไปกับลุงไหม" ก่อนฉุดกระชากลากขึ้นรถ โชคดีเพื่อนนักเรียนเห็นเหตุการณ์จึงช่วยกันร้องตะโกนจนชาวบ้านวิ่งออกมาช่วยได้ทัน เผยเห็นเด็กในรถ ประมาณ 4-5 คน ถูกมัดมือมัดเท้าและปิดปากด้วยผ้าเทปสีดำ พยายามดิ้นรนหนีออกมา
ขณะที่นางบุญยัง เขียวอ่อน มารดาของหนึ่งในนักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์ กล่าวว่า ช่วงเกิดเหตุลูกสาวของตนได้วิ่งหน้าตาตื่นมาบอกว่า มีรถตู้ลักพาตัวเด็ก ตนเลยรีบแจ้ง 191 ปรากฏว่า มีเจ้าหน้าที่รับสาย แต่กลับมาถามตนว่า "แล้วจะให้ทำอย่างไร" ตนเลยกดโทรศัพท์ ทิ้งเพราะไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใครได้อีก
ด้าน พล.ต.ต.ปราโมทย์ ไทรหอมหวล ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี กล่าวว่า ตนได้แจ้งให้จัดกำลังสายตรวจออกตรวจตราพื้นที่อย่างเข้มงวด ส่วนกรณีที่ชาวบ้านบางส่วนร้องเรียนมาว่า ได้โทรศัพท์แจ้งไปยัง 191 เพื่อขอความช่วยเหลือแต่ไม่ได้รับความร่วมมือนั้น ต้องขอตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน หากพบว่าเจ้าหน้าที่ละเลยจะมีการพิจารณาลงโทษต่อไปกระปุก ข่าว!
วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2550
“หญิงหน่อย” นำทีมบริจาคเลือด! สบช่อง-เช็กยอดพลพรรค ทรท.
วันนี้ (1 เม.ย.) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รักษาการรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย พร้อมด้วย อดีต ส.ส.กทม. เช่น นางสาวศันศนีย์ นาคพงศ์ น.ส.ศุภมาศ อิสรภักดี นายวิชาญ มีนชัยนันท์ นายเอกพจน์ วงศ์อาระยะ และน.ต.ศิธา ทิวารี ฯลฯ รวมทั้ง ส.ก.และ ส.ข.ของพรรคไทยรักไทยประมาณ 100 คน เดินทางมาบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา
คุณหญิงสุดารัตน์ให้สัมภาษณ์เป็นครั้งแรกหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.ว่า กิจกรรมนี้เป็นแนวคิดของอดีต ส.ส.ในพรรคว่าควรบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาส 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาพวกเราไม่ได้ทำกิจกรรมทางการเมือง แม้จะมีการพบปะกันบ้าง ส่วนการที่นายกรัฐมนตรีกำหนดวันเลือกตั้งประมาณเดือนธันวาคมไว้แล้วนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะทุกอย่างจะได้กลับเข้าสู่ระบบ แต่ถึงอย่างไรพวกตนก็ต้องรอผลการพิจารณาของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญคดียุบพรรคว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งขณะนี้พวกตนก็ปฏิบัติตามคำสั่ง คมช. และนายจาตุรนต์ ฉายแสง รักษาการหัวหน้าพรรค อย่างเคร่งครัด
เมื่อถามว่า การยกเลิกประกาศ คปค.ฉบับที่ 15, 27 หลังการลงประชามติมีความเห็นอย่างไร คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ทุกคนล้วนอยากเห็นประเทศชาติเกิดความสงบ และ คมช.ไม่ควรคิดว่าพรรคการเมือสร้างความวุ่นวาย โดยที่น่าจะมีการหารือในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งคิดว่าทุกพรรคพร้อมให้ความร่วมมือเพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบและสมานฉันท์ เเละเตรียมไปสู่การเลือกตั้ง เรื่องนี้อยู่ที่ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
เมื่อถามว่ากลุ่ม กทม.ยังสังกัดพรรคไทยรักไทยต่อไปหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า วันนี้ยังไม่เห็นมีใครลาออกแต่ก็ยังไม่สามารถทำงานทางการเมืองได้ มีเพียงการทำงานเพื่อสังคม โดยทุกคนยังทำตามคำสั่ง คมช.โดยไม่ได้เคลื่อนไหว
เมื่อถามถึงท่อน้ำเลี้ยงจากพรรคที่สนับสนุนกลุ่มต่างๆ ให้ต่อต้าน คมช. และรัฐบาล คุณหญิงสุดารัตน์ ตอบว่า พวกตนยังให้ความร่วมมือต่อ คมช. ไม่ได้สร้างความวุ่นวายให้ประเทศ เพราะปีนี้เป็นปีมหามงคลเชื่อว่าทุกพรรคไม่ได้คิดเเตกต่างไปจากตน ทุกคนคงรอเวทีการเลือกตั้งดีกว่าที่จะมาสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง
มีรายงานข่าวจากอดีต ส.ส.กทม.แจ้งว่า การนัดอดีต ส.ส., ส.ก. และส.ข.กทม.มาบริจาคเลือดในครั้งนี้เป็นความคิดของคุณหญิงสุดารัตน์ที่ต้องการเช็กยอดจำนวนอดีต ส.ส., ส.ก.และส.ข.ของพรรรคเพื่อแสดงศักยภาพ และต้องการตรวจสอบว่ายังมีความเหนียวแน่นและยังอยู่ในการดูแลของคุณหญิงสุดารัตน์หรือไม่ ทั้งนี้ หากใครไม่มาคุณหญิงสุดารัตน์ขู่ว่าจะไม่ให้การสนับสนุนทุกด้าน รวมทั้งไม่ส่งลงเลือกตั้งในนามพรรคไทยรักไทย


